พิสูจน์ความแม่น myTHAIDNA ใช้ DNA วิเคราะห์สุขภาพ โภชนาการ และการออกกำลังกาย

สืบเนื่องจากเมื่อปลายปีที่แล้ว กองทุนรวมราคาสูงมาก จึงมองหาวิธีลดหย่อนภาษีรูปแบบอื่น จึงได้เริ่มทำประกันชีวิตแบบเต็มเงื่อนไขภาษี 100,000 บาท (ก่อนหน้านี้ไม่อยากทำ เพราะไม่ชอบผูกมัดตัวเองกับการจ่ายเบี้ยแพงๆ) ซึ่งได้ทำกับเมืองไทยประกันชีวิต ซึ่งหลังจากนั้นไม่นานก็มี SMS ส่งมาว่า

เท้าความก่อนว่า myTHAIDNA คืออะไร จากบทความนี้

myTHAIDNA คือบริการจากบริษัท Prenetics ตรวจโภชนพันธุศาสตร์ โดยใช้ดีเอ็นเอจากน้ำลายมาวิเคราะห์สุขภาพ ความต้องการด้านโภชนาการ และการออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับร่างกายผู้ใช้ โดยผู้ใช้จะได้กล่องเครื่องมือและให้โหลดแอพพลิเคชั่นแนะนำสุขภาพ การกิน และการออกกำลังกาย และจะได้รับรายงาน 40 หน้าที่เป็นรายละเอียดของร่างกายผู้ใช้โดยเฉพาะ

ซึ่งเมื่อลงทะเบียนรับสิทธิ์แล้ว ไม่นานก็จะมีชุดตรวจส่งมาตามภาพด้านล่างครับ

หลอดเก็บตัวอย่าง

ซึ่งเราก็จะใช้บาร์โค้ดที่อยู่ข้างหลอดเก็บตัวอย่างไปลงทะเบียนในหน้าเว็บ

โดยขั้นตอนการเก็บตัวอย่างดูก็ทำตามวีดีโอด้านล่างครับ คือใช้เซลล์จากกระพุ้งแก้มของเรา

พอทำตามขั้นตอนเสร็จแล้วก็โทรนัดหมายให้บริษัทขนส่งมารับ Sample ได้ในวันถัดไปทันทีเลย

ซองสำหรับส่งกลับไปที่ห้อง Lab

และหลังจากนั้นไม่กี่วัน ก็จะมีอีเมล์ส่งมาว่าตัวอย่าง DNA ของเราได้ถูกตรวจ พร้อมดูเป็นรายงานแล้ว

หลังจากคลิกไปตาม link ก็จะได้รายงานขนาด 40 หน้าพร้อมให้ดาวน์โหลดทั้งเวอร์ชั่นไทย และอังกฤษ

ส่วนเนื้อหาในรายงาน ขออนุญาตไม่เปิดเผย เพราะเป็นความลับสุขภาพของผู้เขียน ฮ่าๆ

ในส่วนความแม่น ส่วนที่เป็นสารอาหาร และความเสี่ยงต่างๆ นั้นก็ถือว่าฟังหูไว้หู เพราะเรื่องสารอาหาร บางทีตัวเราก็บอกไม่ได้ชัดเจนว่าเรา sensitive กับสารอาหารประเภทไหน (เพราะยังไม่ได้เกิดโรคที่เป็นต้นตอจากการขาดสารอาหาร) แต่ขณะที่ความไวต่อสิ่งต่างๆ นั้น ไม่ได้มีข้อไหนผิดแบบชัดเจน เลยสามารถเป็น Guideline ให้ลองทำตามได้ แต่ส่วนที่น่าสนใจและค่อนข้างแม่นคือ เรื่องสมรรถภาพของร่างกาย เพราะอันนี้เรารู้ตัวเองอยู่แล้ว ซึ่ง Report ที่ออกมาถือว่ารายงานได้ตรงทีเดียว

นอกจากนี้ยังมีแอพให้เราไปดาวน์โหลดใช้ และปรึกษากับนักโภชนาการด้วย

ก็ถือว่าเป็นการเพิ่ม Value ให้กับประกันชีวิตได้ดีทีเดียว เพราะเทรนด์ตอนนี้เรื่องประกันก็ต้องมาพร้อมเทคโนโลยีสุขภาพ เช่นเดียวกัน คู่แข่งอย่าง AIA ก็ออกโปรแกรม AIA Vitality ที่ยิ่งทำตัวให้มีสุขภาพดี ค่าเบี้ยประกันสุขภาพก็ยิ่งลดลง ก็น่าสนใจไปอีกแบบ ส่วนใครจะใคร่เลือกทำของเจ้าไหน ก็ต้องไปลอง observe เรื่องการเคลมยาก เคลมง่าย กันดูเองนะครับ

ปล. เนื่องจากตอนที่ทำประกันครั้งนี้ ต้องจ่ายเบี้ยเยอะ จึงทำให้ตัวเองเข้าไปศึกษาดูแบบประกันต่างๆ เยอะมาก จนสุดท้ายเลือกเป็นตัวแทนเองซะเลย และซื้อให้ตัวเองไปเลย หากผู้อ่านมีความสนใจจะทำประกันเพราะจำเป็นต้องลดหย่อนภาษีอยู่แล้ว หรือเหตุผลอื่นๆ ก็สามารถทักมาพูดคุยกันได้ ไม่มีขายของ เพราะแค่รู้สึกว่าคนเรามีความเข้าใจต่อเรื่องประกันน้อยไปหน่อย (และก็มีพวก Hard Sell เยอะไปหน่อย) ทำให้เรื่องประกันดูเป็นเรื่องน่าเบือนหน้าหนี ทั้งที่จริงๆ มันก็เป็นแนวทางเรื่องการเงินอีกเรื่องนึงเท่านั้น

 

รีวิว Garmin Fenix 5 จากคนไม่ค่อยออกกำลังกาย แต่อยากใส่นาฬิกาฟิตเนส

วันนี้จะหยิบนาฬิกาสำหรับคนชอบออกกำลังกายโดยเฉพาะ หรือที่เรียกว่าเป็น Fitness Tracker ตัวเด่นของปี 2017 คือ Garmin Fenix 5 Sapphire Edition มารีวิวตามสไตล์คนใช้งานทั่วไป ซึ่งยี่ห้อ Garmin นอกจากจะดังเรื่องแผนที่ Navigator แล้วยังขึ้นชื่อในเรื่องเครื่องวัดการออกกำลังกาย (ถึงขนาดพี่ตูนยังใส่ Garmin วิ่งคนละก้าวเลยคิดดู) ซึ่งตัวนี้จะค่อนข้างต่างไปจาก Apple Watch ซึ่งวางตัวชัดเจนในเรื่อง Smart Watch

เพื่อความเข้าใจง่ายๆ ผมจะแบ่งเป็นสินค้าที่ติดข้อมือออกเป็นสองกลุ่มก่อน

กลุ่มแรก Smart Watch จะเน้นฟังก์ชั่นที่เติมเต็ม Smart Phone มากกว่า Fitness ได้แก่ Apple Watch, Samsung Gear, Android Wear etc.

กลุ่มสอง Fitness Tracker จะเน้นฟังก์ชั่น Fitness มากกว่าการเติมเต็ม Smart Phone ได้แก่ Garmin, Fitbit, Mi Band, UP by Jawbone etc.

และเนื่องจากฟังก์ชั่นแนว Smart จะกินแบตเยอะกว่า เป็นเหตุให้กลุ่ม Smart Watch จะแบตหมดเร็วมากกว่า ต้องชาร์จแทบทุกวัน ขณะที่ Fitness Tracker จะไม่เน้นหน้าจอหวือหวา เน้นแต่ Sensors ซึ่งกินพลังงานไม่เยอะ จึงมักชาร์จแล้วอยู่ได้นานกว่า

ส่วนตัวผมเคยใช้ยี่ห้อด้านบนมาแล้วทุกยี่ห้อ ยกเว้นตระกูล Samsung และ Android Wear แต่มักใช้ไม่ทนเพราะรำคาญข้อมือ หรือไม่ก็แพ้สายจนเกิดอาการคัน (Fitbit) หรือไม่ก็รำคาญการชาร์จบ่อยๆ (Apple Watch) จนเป็นเหตุหยุดใช้งาน Gadget กลุ่มนี้ไปพักใหญ่ จนล่าสุดไปสะดุดตาเจอเจ้า Garmin Fenix 5 นี่แหละครับ ที่ชอบรูปลักษณ์ บวกกับลองใส่ดูแล้วมันพอดีข้อมือ ถูกใจมาก โดยก่อนหน้ารุ่นนี้จะเป็น Fenix 3 HR ซึ่งมีขนาดใหญ่ แลดูเทอะทะ เลยไม่สนใจเท่าไหร่ (แต่ก็ได้แรงบันดาลใจส่วนนึงมาจากการอ่านหนังสือของนิ้วกลมเรื่อง หิมาลัยไม่มีจริง ซึ่งนิ้วกลมควัก Fenix 3 มาดูระดับความสูงขณะเดินทางขึ้นฐานเอเวอเรสต์)

จริงๆ Fenix 5 มีทั้งหมด 3 รุ่นตามขนาดคือ Fenix 5s, 5 และ 5X ซึ่งของผมจะเป็น Fenix 5 ที่เป็นกระจก Sapphire ทำให้ตัวกระจกทนทานต่อรอยขีดข่วนมากกว่า รวมถึงมีฟังก์ชั่น Wi-Fi เพิ่มเติมจากรุ่นปกติ ส่วน 5X จริงๆ มีฟังก์ชั่นเยอะสุด แต่เนื่องจากขนาดอันใหญ่โตไปหน่อย ไม่เหมาะกับข้อมือเล็กๆ ของผม ก็เลยขอผ่านไป

Garmin Fenix 5
หน้าตากล่อง

แต่ก่อนอื่นต้องโหลดแอพ Garmin Connect มาไว้สำหรับเชื่อมต่อกับนาฬิกา สำหรับ Sync และปรับแต่ง รวมถึงการใช้งานฟีเจอร์ต่างๆ ด้วย

Garmin Connect App
Garmin Connect App

ตัวหน้าปัดจะเป็นแบบ Always On คือไม่ต้องยกข้อมือขึ้นก็เห็นหน้าจอทำงาน แต่เนื่องจากหน้าปัดค่อนข้างมืด (ในภาพ และในโฆษณาอาจจะดูสว่าง เพราะถ่ายได้องศาตรงพอดี) ปกติเราจะตั้งค่าให้ตอนยกข้อมือ แล้วมี Backlight ทำงาน แต่ Backlight จะค่อนข้างกาก ตรงที่แสงมันสว่างแบบไม่สวย (อารมณ์เหมือนจอมือถือรุ่นโบราณ) นี่คือข้อเสียใหญ่ๆ ของ Garmin ทีเดียว เรื่องจอไม่สวย

หน้าปัด Garmin Fenix 5
Watch Face

โดยเราสามารถที่จะเปลี่ยน Watch Face ได้ แต่ก็มีแบบให้เลือกไม่เยอะนัก หลายแบบจะออกเชยๆ ด้วย เหตุอย่างนึงคือความละเอียดของหน้าปัดค่อนข้างต่ำ ทำให้ตัว Watch Face ไม่สมจริงเท่าที่ควร ซึ่งถ้าไม่พอใจก็สามารถไปเลือกหยิบเพิ่มเติมจาก Connect IQ Store ตามภาพ (แต่ก็อย่าคาดหวังความสวยเช่นเดียวกัน)

Connect IQ Store
Connect IQ Store

และอย่างที่บอกว่าข้อดีที่สุดข้อหนึ่งคือ แบตอึดมาก จากภาพผมชาร์จครั้งล่าสุดเมื่อ 14-15 วันที่แล้ว พบว่ายังมีแบตเหลือถึง 22%

แบต Garmin อึดจริง

นอกจากนี้ยังสามารถ Track Activity ได้มากมาย (ส่วนใช้จริงเท่าไหร่นี่อีกเรื่อง) โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสริมให้ยุ่งยาก (เค้าว่ากันว่าสามารถ Track ตอนเรากระโดดลงจากเครื่องบินได้ด้วย อยากมี moment นั้นจัง)

Track Activity ได้หลากหลายมาก

ด้านล่างเป็นภาพผลจากการ Tracking การวิ่งบนลู่วิ่งครับ

นอกจากนี้ยังแสดงด้วยว่าการวิ่งของเราเมื่อเทียบกับชาวโลกคนอื่นๆ ที่ใช้ Garmin นั้นเราอยู่ตรงไหน (จากภาพอยู่แถวกลางๆ)

นอกจากนี้ ถ้าเรามีเพื่อนที่ใช้ Garmin ก็จะมี News Feed เอาไว้โชว์กันได้ว่าใครทำ Activity อะไรกันบ้าง (เป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่ง ถ้าไม่มี Activity เดี๋ยวจะถูกล้อได้ว่าใช้ไม่คุ้ม)

จริงๆ ยังมีรายละเอียดอีกค่อนข้างเยอะ ที่เจ้า Garmin รุ่นนี้ทำได้ หลังจากใช้ไป ถ้าเจออะไรเด็ดๆ จะมาอัพเดทผ่านบล็อกกันต่อไป

แต่ก่อนจบขอบอกว่าตัวกระจก Sapphire กันรอยดี แต่ส่วนของ Bezel ที่ดูเหมือนแข็ง จริงๆ แล้วเป็นรอยง่ายพอสมควร (ในภาพไปขูดโดยบานประตูกระจกที่บริษัท ก็เป็นรอยแล้ว) ถ้าจะให้ดี ซื้อเป็นสีเงินอาจช่วยได้ เพราะยังไงก็ต้องเป็นรอย แต่สีดำ รอยจะเห็นชัดมาก

เหตุผลดีๆ ของการเป็นฟรีแลนซ์ “Freelance”

ปัจจุบันท่านอาจได้ยินคำว่าฟรีแลนซ์ “freelance” นี้ บ่อยๆ แต่แท้จริงแล้วมันคืออะไร? และฟรีแลนซ์ ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร? ต่างกับคนทำงาน part-time อย่างไร? เป็นอาชีพของคนไม่มีงานประจำรึเปล่า? งานเสริมที่ประกาศกันให้เกลื่อนในอินเตอร์เน็ตและใบปลิวจัดเป็นงาน freelance รึเปล่า? มีคำถามมากมายเกิดขึ้นเมื่อพูดถึงคำว่าฟรีแลนซ์

เมื่อเรามองดูงานบางอย่างที่บริษัท, หน่วยงาน, องค์กร รวมถึงงานส่วนบุคคล เราจะพบว่ามีงานบางอย่างที่ไม่ใช่งานที่ทำเป็นกิจวัตรหรือต้องผูกพันตัวเองอยู่กับที่ แต่ก็เป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะสูง ไม่ใช่งานที่ใครที่ไหนก็ทำได้เหมือนกับที่เราเห็นในใบปลิว โฆษณาเว็บไซต์ หรืออีเมล์ขยะในกล่องจดหมายอีเมล์

ก่อนอื่นเราต้องแยกก่อนว่าฟรีแลนซ์ ต่างกับ Part-Time อย่างไร ถ้าเรามองกันดีๆ แล้วจะพบว่ามีความต่างอยู่พอสมควร งาน Part-Time ส่วนใหญ่มักเป็นงานที่ไม่ใช้ทักษะที่สูง เป็นงานง่ายๆและรูปแบบจำเจ เช่น งานพิมพ์เอกสาร หรืองานกรอกข้อมูล เป็นต้น และมักมีการเซ็นสัญญาตามที่บริษัทหรือผู้จ้างจัดให้

ส่วนงานที่คุณพบเห็นในอินเตอร์เน็ต หรือในกล่องขยะในอีเมล์ของคุณ รวมถึงคอนเม้นท์ใน Social Media ในปัจจุบัน เช่น
“คุณ ก นิสิตปริญญาตรีเพิ่งจบใหม่ ทำงาน วันละ 2-3 ชั่วโมง เดือนแรกมีรายได้ 50,000”
“คุณ ข เริ่มต้นทำงานเป็น Part time ทางอินเตอร์เน็ท ใช้เวลา 2 ชม.ทำงานต่อวัน มีรายได้ 40,000 บ”
“ลงทุนต่ำ 2,610 บาท รับ 5 แสน/เดือน 7 วันรับแล้ว 8 พัน โดยไม่ได้ทำอะไร”

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านมีวิจารณญาณพอที่จะรู้ว่า โฆษณาชวนเชื่อเหล่านี้อวดอ้าง “เกินความเป็นจริง” ถ้าทำได้อย่างนี้โดยไม่ต้องมีการกำหนดวุฒิการศึกษาหรือความสามารถพิเศษอื่นใด ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยหรือหลักสูตรอบรมต่างๆ ก็คงแทบไม่มีคนไปเรียนแล้ว

แล้วการทำงานแบบฟรีแลนซ์ เป็นงานของคนไม่มีงานประจำหรือเปล่า ก็คงตอบได้ว่า “ไม่จำเป็น” คนที่ทำงานประจำจำนวนนึงที่มีทักษะสูงพอและมีความขยันที่จะหางานที่จะพัฒนาทักษะและใช้ความสามารถที่พวกเขามีอยู่ให้เกิดรายได้ บางส่วนจะหางานฟรีแลนซ์ทำควบคู่ไปด้วย จนบางคนรับงานฟรีแลนซ์ จนมีรายได้มากกว่าเงินเดือนจากงานประจำของพวกเขาเสียด้วยซ้ำ และหลายรายก็เปิดบริษัทเองเมื่อมี Cash Flow ที่แน่นอนและมากพอ (เพื่อประโยชน์ในทางกฏหมายภาษี)

คำจำกัดความของผู้ทำงานฟรีแลนซ์ หรือ Freelancer นั้นคือ บุคคลที่เลือกที่จะเป็นเจ้านายตัวเองและก้าวไปสู่ความเป็นมืออาชีพโดยไม่จำเป็นต้องผูกพันในระยะยาวกับนายจ้าง และมีรูปแบบการรับงานที่หลากหลาย บางคนต้องการให้ลูกค้าเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ ขณะที่บางคนอาจจะใช้การตกลงทางการพูดจา (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรจะทำสัญญาอย่างเป็นกิจลักษณะเพื่อปกป้องไว้) ด้วยธรรมชาติของการทำงาน freelancer จะประเมินรายละเอียดของงานและระบุค่าใช้จ่ายกับลูกค้า ซึ่งการจ่ายค่าตอบแทนของงานฟรีแลนซ์ ก็มีรูปแบบที่หลากหลาย แทนที่จะรับค่าตอบแทนแบบคงที่ Freelancer อาจจะประเมินจากสิ่งที่ลูกค้าได้รับจากงาน จากนั้นจึงเสนอราคาเป็นค่าตัวราย ช.ม. รายวัน หรือตามราคาชิ้นงาน โดยผู้จ้างอาจจ่ายให้ฟรีแลนซ์ เป็นเปอร์เซ็นต์ในแต่ละขั้นตอนการดำเนินงาน (ปัจจุบันมี Website จำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางระหว่างผู้จ้างกับ Freelancer)

Freelancer บางคนอาจสร้างงานที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาจากความคิดของตัวเอง ซึ่งพวกเขาจะมีลิขสิทธิ์ในตัวงานและขายสิทธิ์การใช้งานให้ผู้จ้างในระยะเวลาตามสัญญาที่ตกลงกัน ในทางตรงกันข้ามกับ freelancer ที่สร้างงานจากความต้องการของลูกค้า และไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้นจากการจ้าง (เรื่องนี้ละเอียดอ่อน แนะนำให้ผู้ที่สนใจ เข้าอบรมหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมทางกฏหมาย)

ข้อดีของการทำงานแบบฟรีแลนซ์ ที่เห็นได้ชัดคือ Freelancer มีโอกาสสร้างรายได้ที่ไม่จำกัด และอาจเกิดความสนุกและท้าทายกับการทำงานที่หลากหลายตามความถนัดได้มากกว่าการทำงานประจำ นอกจากนี้ยังมีอิสระในการเลือกเวลาทำงาน อีกทั้งประสบการณ์จากการทำงานนี้ยังนำไปสร้างแฟ้มประวัติงาน (Portfolio) ที่หลายหลายและสามารถสร้างเครือข่ายของลูกค้าที่ใช้บริการได้ด้วย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับงานประจำแล้วจะพบว่าต่างมีข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของความมั่นคงและสวัสดิการที่ได้จากงานประจำ แต่คุณแน่ใจหรือว่างานประจำของคุณ “มั่นคงเพียงพอ” ในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และงานประจำตอบสนองต่อความต้องการที่คุณอยากได้จากการทำงานของคุณได้ทั้งหมดจริงๆ

บทความนี้ถูก Revised มาจากบทความเก่า ที่ผมเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2009 ที่ Xpert.in.th