Tag: เช่ารถขับในต่างประเทศ

เช่ารถขับในต่างประเทศ สนุกดีจัง

ปกติตอนเดินทางไปต่างประเทศที่เจริญกว่าไทย เราจะรู้สึกว่าการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะก็ค่อนข้างตอบโจทย์มากๆ เพราะคลอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมดของเมือง ทั้งสถานที่สำคัญ และที่พัก แต่บางครั้งการเดินทางไปยังสถานที่บางที่ ก็อาจจะไม่สะดวกเท่าการขับรถส่วนตัว หรือการเดินทางแบบต้องย้ายสถานที่พักบ่อยๆ และขี้เกียจแบกกระเป๋าขึ้นรถไฟ ก็เหมาะที่จะทิ้งกระเป๋าใหญ่ไว้บนรถแทนมากกว่า พอดีมีคนสนใจเรื่องนี้พอสมควร วันนี้เลยจะมาเล่าว่าการขับรถในต่างประเทศต้องทำยังไงบ้าง

เริ่มแรก เพื่อความมั่นใจว่าเราได้รับอนุญาตให้ขับรถได้ทั่วโลก ก็ต้องไปทำแบบขับขี่สากลก่อน ซึ่งไม่ได้มีการทดสอบอะไร แค่ไปจ่ายเงิน 500 เพื่อรับเอกสารนี้มาจากกรมขนส่งทางบก ใบขับขี่สากลมีอายุ 1 ปีต่อการขอนะ (จริงๆ ก็ไม่ค่อย make sense เท่าไหร่ เพราะไม่ได้ทดสอบอะไร สู้ทำให้ใบขับขี่ที่เราใช้ๆ กันอยู่ สามารถขับสากลได้ไปเลยดีกว่า)

จากนั้นก็เริ่มไปเช่ารถออนไลน์ได้เลย ซึ่งมีหลากหลายเจ้า และทั้งแบบที่เป็นตัวแทน และเป็นบริษัทเช่ารถเองเลย ตอนแรกเคยไปจองกับ Rentalcars.com ซึ่งเป็นตัวแทน ได้ราคาดีประมาณนึง แต่ไม่ Confirm รถซักที เลยไปจองกับบริษัทเช่ารถโดยตรงเองเลย เลือก Europcar เพราะมีรถ รุ่น-ยี่ห้อ ที่ต้องการ (จริงๆ แล้วเหตุผลในการเช่ารถ คือต้องการเช่ารถรุ่นที่ชอบ เพื่อดูว่าขับจริง อยู่กับมันจริง เราจะชอบมันไหมด้วยน่ะ) โดยครั้งแรกแนะนำให้ซื้อประกันแบบ Premium ไปเลย ให้โอกาสในการรับผิดกรณีที่เกิดความเสียหายกับรถเป็น 0 ไม่มีค่า Excess ใดๆ อันนี้แล้วแต่คน แต่ผมซื้อความสบายใจ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

สิ่งที่พึงระวังอีกอย่าง อย่าเผลอไปเลือกเกียร์ Manual นะครับ สำหรับคนที่ขับเกียร์ Auto มาตลอด (รถที่ยุโรปมีเกียร์ Manual เยอะมาก โดยเฉพาะยี่ห้อทั่วไป เช่น Volk, Kia, etc. แต่ถ้าเป็นเกรดสูงหน่อยอย่าง Benz, BMW, Audi มักจะเป็น Auto หมด)

จากนั้นเราก็ไปรับรถตามวันเวลาที่เราจอง ซึ่งตอนรับรถ เขาก็จะขอดูใบขับขี่สากลนั่นแหละ เพื่อกรอกข้อมูลเข้าระบบ สิ่งที่แปลกใจคือ แทบไม่มีการเช็ครถใดๆ เลย มีแค่เขียนว่ารถมีตำหนิก่อนหน้าเราตรงไหน ซึ่งคนที่ปล่อยรถให้เราก็บอกว่าถ้าเป็นประกันแบบ Premium นี่มัน no matter เพราะถึงมีบาดแผลใดๆ ก็จะไม่มีผล เพราะมัน cover หมดอยู่แล้ว

ถ้าตอนคืนรถ ไม่ได้คืนที่เดิม จะต้องเสียค่าใช้จ่ายจากการตีรถทางเดียวด้วยนะ

สิ่งที่ช็อคและเจ็บปวด คือ จอง Audi ทำไมได้ Alfa Romeo … (สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Alfa Romeo เป็นรถหรูจากอิตาลี ซึ่งทำแนวรถแข่งมาก่อน เมื่อก่อนเคยทำตลาดในไทย สมัยผมเป็นเด็กๆ แต่ไม่เกิด และค่อยๆ หายไป) พนักงานบอกว่าเนื่องจากรถที่คุณจองหมด เราจึงอัพเกรดให้ (ทั้งที่เราไม่อยากได้) ใครจองเจ้าไหนแล้วไม่เกิดเหตุการณ์นี้ รบกวนบอกหน่อยนะครับ จะได้ไปเช่าบ้าง เพราะคราวหน้าก็จะไม่เช่ากับเจ้านี้แล้ว คือการเปลี่ยนรถทั้งที่คนเค้าจองรุ่นอื่นไปแล้ว โดยไม่แจ้งก่อน เป็นสิ่งที่แย่มาก

สิ่งที่คิด
สิ่งที่เป็นจริง

อีกสิ่งที่ต้องปรับตัว (นิดหน่อย) คือ พวงมาลัยซ้าย เพราะการขับรถจะต้องกลับความคิดหมด เช่น ต้องวิ่งเลนขวา รถที่วิ่งเร็วๆ ให้อยู่เลนซ้าย เป็นต้น ตรงนี้ก็บอกเหมือนหลายๆ คนคือใช้เวลาปรับไม่นานนัก (พอปรับจนได้ที่ กลับไทย สมองเลยตีกัน)

ซึ่งรถยุโรป (และอาจรวมถึงรถอเมริกา อันนี้ไม่แน่ใจ) ที่ปัดไฟเลี้ยวจะอยู่ด้านซ้าย ซึ่งมันจะเหมาะกับการอยู่พวงมาลัยซ้าย เช่นเดียวกับรถที่อยู่พวกมาลัยขวา ก็ควรมีที่ปัดไฟเลี้ยวอยู่ด้านขวา (เข้าใจเองว่านี่คือการวางตำแหน่งที่เหมาะแล้ว เพราะทำให้ขับมือเดียวได้สะดวกกว่า) การขับรถยุโรปในไทยจริงๆ ผมถือว่าเป็นการวางเลย์เอาท์ที่ไม่ค่อยดีนะ กับที่ปัดไฟเลี้ยวด้านซ้ายบนพวงมาลัยขวา

โดยภาพรวมการขับรถที่ยุโรปถือว่าดีนะครับ เช่น

  1. ไม่มีมอเตอร์ไซค์มาแซะไปมา ให้ชวนรำคาญ (เป็นสิ่งที่ผมเกลียดบนถนนไทยมากที่สุด) มอเตอร์ไซค์มักวิ่งนอกเมือง และเป็นบิ๊กไบค์ไปเลย
  2. คนใช้ถนนส่วนใหญ่มีวินัย มีมารยาท เคารพกฏมากกว่า (แต่ก็มีพวกขี้หงุดหงิดเยอะนะ) ไม่มีการวิ่งบนไหล่ทางให้เสี่ยงอุบัติเหตุ
  3. การกำกับความเร็วรถดู make sense เช่น ทางด่วน 130 km/h (ไม่เหมือนไทยที่ 80 km/h ซึ่งไม่สมเหตุสมผล) และมีการปรับจริงจัง (แต่คนหลายคนก็ขับเกินนะ แต่เกินไม่มาก)
  4. รถไม่ค่อยติด ขับแล้วไม่หงุดหงิด
  5. คนขับบนเส้นถนนจริงๆ ตรงไหนเป็นเส้นห้ามเปลี่ยนเลน ก็ไม่เปลี่ยนกันจริงๆ
  6. เส้นนำทางรถไม่ bullshit แบบของไทย (มีอย่างที่ไหนวาดเส้นลู่แล้วเส้นก็หายไป หลายครั้งก็นำไปชนกัน รถก็ติดสิครับ)
  7. แทบไม่ใช้คนเก็บเงินเลย ทุกอย่างให้คนขับจัดการเอง เป็นการใช้ทรัพยากรคนที่ดีกว่ามาก ไม่มีคนทำงานที่คุณค่าน้อยอย่างการเก็บเงินบนทางด่วน ซึ่งไม่จำเป็นต้องให้คนทำก็ได้
  8. ไม่มีตำรวจจราจรมาดักเก็บเงิน (จะว่าไปยังไม่เห็นตำรวจจราจรที่นั่นเลย)

ระบบนำทาง ก่อนหน้านี้จะชินกับ Google Maps แต่ขอบอกว่า Google ทำการเดินทางผมชิบหายมาก ไม่แนะนำให้ใช้เลยครับ พาเข้ารกเข้าพง (มันอาจหาทางลัดให้ แต่วิ่งไปทางตันซะงั้น .. HERE Google!) เลยใช้ระบบ Navigation ของรถที่เป็นภาษาเยอรมันที่อ่านไม่ออกแทน (หาเมนูปรับภาษาไม่เจอ) ซึ่งก็พามาถึงจุดหมายได้ดี และที่ดีอีกอย่างคือความเร็วรถจะ sync กับความเร็วบนถนนที่เราอยู่ได้ดีมาก ทำให้รู้ว่าเรากำลังขับความเร็วเกินจากที่กฏหมายระบุไหม

สิ่งที่ต้องแลกกับความสะดวกในการเช่ารถ คือค่าจอดรถ ที่นั่นค่าจอดรถค่อนข้างแพง เช่น จอดที่ Hallstatt 6 ช.ม. ซัดไป 9.50 Euro (ประมาณ 350 บาท) ไปโรงแรม 4 ดาว ในเมือง แต่กลับไม่มีที่จอดรถให้ ต้องไปจอดที่ห่างจากโรงแรม 600 เมตร เสียตังค่าจอดอีก “คืนละ” ประมาณ 20 Euro (ประมาณ 700 บาท) นี่ขนาดโรงแรมช่วย Subsidize ค่าจอดแล้วนะ ถ้าอยู่แค่ในเมืองหลวง หรือเมืองที่ระบบขนส่งสาธารณะดีมากๆ การใช้รถสาธารณะค่อนข้างดีกว่านะ ทั้งรถไฟ รถราง รถบัส คลอบคลุมหมดเลย

ปล.ก่อนจบ การจ่ายเงินค่าจอดให้เอาบัตรจอดไปแสตมป์ และจ่ายเงินตรงจุดจ่ายเงินก่อนขับรถออกนะครับ ไม่มีพนักงานมาเก็บเงินแบบไทยนะครับ

น้ำมันต้องเติมเองนะครับ แล้วไปจ่ายในร้านขายของในปั้ม ตอนแรกไม่ชิน แต่ไปๆ มาๆ การไม่มีเด็กปั้ม ก็ถือเป็นการใช้ทรัพยากรบุคคลที่คุ้มมาก เพราะถือเป็นงานที่คุณค่าต่ำ ไม่ต้องให้คนมาทำก็ได้