Category: การเดินทาง

คนกล้าคืนถิ่น

ประสบการณ์ คนกล้าคืนถิ่น กับหนังเรื่อง Into the Wild

ในช่วงเวลาแห่งการหยุดทำความเข้าใจกับตัวเองที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเข้าร่วมโครงการชื่อว่า คนกล้าคืนถิ่น (สำหรับผมน่าจะเรียกว่า “คนกล้าหนีถิ่น” มากกว่า) ซึ่งเป็นโครงการที่เหมือนเป็นการสร้างจุดเริ่มต้นให้กับคนที่สนใจทำเกษตร(อินทรีย์) ไม่ว่าจะมีที่ดินแล้วหรือยังไม่มีก็ได้ ประจวบเหมาะกับการที่พ่อผมกำลังจัดการพื้นที่ที่เค้าเคยซื้อไว้ที่นครปฐมพอดี ก็เลยใช้ช่วงที่ยังว่างนี้เข้าร่วมโครงการ โดยได้ไปพักที่บ้านสวนป่าขวัญ ซึ่งเป็นของพี่เจ้าบ้านที่เคยทำงานในเมือง แต่มีจุดเปลี่ยนคืออาการเจ็บป่วย และกลับมาพัฒนาพื้นที่ของตัวเองจนเป็นสวนเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีและได้ผลผลิตที่มากพอที่จะเลี้ยงครอบครัวและส่งขายได้ด้วย ตอนมาวันแรก ความรู้สึกก็จะเกร็งๆ หน่อย ออกแนวกรูจะหนีกลับดีไหมเนี่ย แต่ปรากฏว่าตรงข้ามเลย เพราะรู้สึกว่าการได้อยู่ในที่ที่มีความเป็นธรรมชาติสูงและได้พบเจอคนที่แตกต่างหลากหลาย ได้ทำกิจกรรม ได้จับจอบ จับเคียว เดินเก็บสมุนไพร ทำให้รู้สึกว่าการมาครั้งนี้คุ้มค่ากว่าที่คิดไว้ตอนแรก ยิ่งเวลาผ่านไป กลับยิ่งชินและรู้สึกไม่อยากกลับกรุงเทพ (และถนนแจ้งวัฒนะที่ต้องเผชิญทุกวี่วัน)

คนกล้าคืนถื่น
8 โมงเช้า แทนที่จะขับรถติดๆ ในเมือง ก็มานั่งอ่านหนังสือชิลๆ กับธรรมชาติ

โดยกิจกรรมที่ถือว่าน่าสนใจที่สุดสำหรับผมคือช่วงที่เค้าเรียกว่า “หาอยู่ หากิน” ซึ่งก่อนจะเริ่มกิจกรรมนี้ทางคุณแม่ของเจ้าบ้านจะออกแนะนำพืชพรรณและสมุนไพรที่มีอยู่ในสวน ว่ามีชื่ออะไรบ้าง และมีสรรพคุณอย่างไร ซึ่งสำหรับผมก็คล้ายๆ เดิมตรงที่ ผมก็ยังคงแยกไม่ออกว่ามันคืออัลไล?? เพราะมันก็เป็นใบเขียวๆ เหมือนกันหมด หรือพืชบางอย่างเช่น มะขาม ซึ่งใบแตกต่างออกไป ก็ยังมีพืชอื่นที่ใบคล้ายๆ กันอีก ทำให้ตอนออกไปเก็บพืชเหล่านี้ต้องให้เพื่อนในกลุ่มที่มีความรู้และที่จำได้ว่าอะไรเป็นอะไรช่วยกันมากทีเดียว จนสุดท้ายก็ออกมาเป็นอาหารแบบแปลกๆ (ยำสมุนไพร + เห็ดตับเต่า?)

คนกล้าคืนถื่น

และผลลัพธ์ของการกินยำสมุนไพรก็คือนั่งๆ ไปสักพักจะเริ่มมึนๆ เหมือนอยากจะอาเจียนจนในที่สุดไม่ไหว ก็เลยต้องไปนอนแผ่ที่ม้านั่ง สักพักก็อ้วกแตกอ้วกแตนออกมามากมายทีเดียว เพราะถึงแม้สมุนไพรและผักที่กินอยู่ในกลุ่มที่กินได้ แต่พืชบางตัว ถ้ากินเยอะไปก็จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งหลังคืนวันนั้นก็ฟื้นตัวดีขึ้นและกลับมาเป็นปกติ จับจอบ จับเสียมขุดดินในวันถัดมาได้

ที่ตั้งหัวเรื่องส่วนหนึ่งเกี่ยวกับหนัง Into the Wild เพราะมีน้องที่ไปเข้าค่ายนี้คนนึงเล่าว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนของความคิดเขา ผมก็มีหนังเรื่องนี้เก็บไว้ในเครื่องนานแล้ว แต่ยังไม่ได้ดูสักที พอกลับมาก็เลยลองดูซะหน่อย ซึ่งก็ได้ให้ความรู้สึกหลายๆ อย่าง หนังทำมาจากเรื่องจริงของ Christopher McCandless ที่จบการศึกษาดี มีอนาคตที่ดีรออยู่ แต่กลับเดินสวนทางกับสิ่งที่สังคมต้องการให้เป็น เข้าใจว่าพ่อของเขาซึ่งเป็นคนที่หวงชื่อเสียงและเงินทอง มีอิทธิพลที่ทำให้เขาเกลียดวัตถุนิยม (มีอยู่ตอนนึงที่พ่อของเขาเสนอว่าจะเปลี่ยนรถใหม่ให้เป็นรางวัลเรียนดี แต่เขากลับปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่ารถเดิมที่ใช้ยังดีอยู่และเขาไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านั้น ทำให้พ่อเขาไม่พอใจมาก) และต่อมา Chris ก็ตัดสินใจหนีออกจากบ้าน และสิ่งที่ทำก็ดูค่อนข้างหักดิบรุนแรง (ไม่แนะนำให้เอาเป็นเยี่ยงอย่างเท่าไหร่) คือทำลาย identity ของตัวเองทั้งหมด (รวมถึงบริจาคเงินที่มีทั้งหมดให้การกุศลด้วย) กลายเป็นคนจรจัด และออกไปผจญภัยเพื่อความอยู่รอดโดยมีแค่เสื้อผ้าและเครื่องมือในการล่าสัตว์เท่านั้น หลังจากผจญภัย การได้พบเจอผู้คน การเรียนรู้ที่จะอยู่รอด ท้ายสุดเขาก็ไม่รอดเพราะทรัพยากรที่มีร่อยหรอ ต้องเก็บพืชกิน โดยเขามาพบทีหลังว่าพืชที่เขากินนั้น “กินไม่ได้ เป็นพิษ ทำให้ขาดสารอาหาร และตาย”

Into the Wild
“Inedible, poisonous, starvation and death”

หลังดูตอนนี้นี่ให้ความรู้สึกว่า การอยู่ในป่ากับธรรมชาตินี่เป็นเรื่องยากมากทีเดียวสำหรับคนที่โตมาในเมือง เพราะคนที่อยู่แต่ในเมืองจะขาดทักษะในการอยู่รอดในที่ที่เงินซื้อปัจจัยสี่ไม่ได้ เราโตมากับการใช้เงินซื้อทุกอย่างเพื่ออยู่รอด เงินก็เลยเป็นสิ่งสำคัญเกือบจะที่สุด (สำหรับบางคนอาจจะเรียกว่าที่สุด) เพราะถ้าขาดเงินก็เท่ากับขาดปัจจัยสี่ แต่กับการอยู่ในป่า ก็คือการแปลงทักษะที่ใช้ในการหาเงินในเมือง กลับไปเป็นทักษะในการอยู่รอดตามธรรมชาติดั้งเดิมของคนเรา ซึ่งผมคิดว่าถ้าเราเรียนรู้ทักษะนี้ได้มากเท่าไหร่ เราก็น่าจะสามารถลดความต้องการเงินได้มากเท่านั้น

สิ่งที่หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นอย่างเต็มเปี่ยมคือการที่คนคนนึงมีความชัดเจนในวิถีของตนเองและมีความสุขกับการเติมเต็มชีวิตด้วยประสบการณ์ใหม่ๆ มากกว่าการแสวงหาสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไขว่คว้ากันอยู่

Into the Wild

ย้อนกลับมาที่เรื่องของผมกับโครงการ คนกล้าคืนถิ่น ซึ่งผมอาจจะไม่ได้ไปเพื่อเรียนรู้เนื้อหาทางการเกษตรตรงๆ (เพราะเราก็สามารถหาได้จากหนังสือและอินเตอร์เน็ต) แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ครั้งนี้ก็ช่วยทำให้เห็นภาพชัดขึ้นกว่าเดิมว่า ถ้าเราจะใช้ชีวิตอยู่ในแบบที่คิดไว้นั้น จะต้องเตรียมตัวและรับมือกับอะไรบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่มีคุณค่ามากทีเดียว

ประสบการณ์เดินทางไปพม่า ตอนที่ 2 (มัณฑะเลย์) Mandalay

หลังจากที่ได้เดินทางไปย่างกุ้ง เพียงอีกไม่กี่เดือนต่อมาก็ลองไปเมืองหลวงเก่าอีกเมืองหนึ่งของพม่านั่นก็คือ Mandalay (มัณฑะเลย์) ซึ่งจากประวัติศาสตร์ถือเป็นจุดสิ้นสุดของราชวงศ์พม่า จากการรบที่พ่ายแพ้ต่ออังกฤษครับ โดยครั้งนี้มีเพื่อนร่วมเดินทางเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยผู้สนใจวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของพม่าร่วมเดินทางมาด้วย เราเดินทางกันมาด้วยสายการบิน Air Asia วึ่งลงจอดที่สนามบินนานาชาติมัณฑะเลย์ แต่ๆๆๆ

Mandalay Air Asia

ต้องต่อรถ Shuttle Bus ครับ โดยมีบริการให้ฟรีสำหรับลูกค้า Air Asia นอกจากนี้ก็มีพวกรถบริการอื่นที่เสียค่าใช้จ่ายมาติดป้ายโฆษณาในสนามบินครับ

Mandalay Airport

หลังจากขึ้นรถก็นั่งไปค่อนข้างนานทีเดียวกว่าจะถึงใจกลางเมือง (เกือบ ชม.)

mandalay

หลังจากที่ลงจากรถ Shuttle Bus เราก็ได้เจอเพื่อนร่วมเดินทางสองคนที่วินมอเตอร์ไซด์ของพม่า (ซึ่งวินที่นี่ไม่มีเสื้อวินนะครับ ใครอยากออกมาหารายได้ก็ถีบมอเตอร์ไซด์ออกมารับผู้โดยสารได้เลย) นั่นก็คือ

mandalay

“กัมปู” เจ้าของประโยค “Believe me, I’m your friend !!” ชายวัย 50+ ผู้พูดภาษาอังกฤษได้อย่างคล่องแคล่ว และ(ค่อนข้าง)เจ้าเล่ห์ ซึ่งกัมปูได้มาเป็นไกด์ให้เราในครั้งนี้ โดยเพื่อนผมนั่งซ้อนกัมปู และ

IMG_1709

“Fatty” ชายร่างท้วมวัย 40 ผู้ใสซื่ออารมณ์ดี (จริงๆ แกไม่ได้ชื่อ Fatty แต่กัมปูเรียกแกว่า Fatty) พร้อมมีบทซึ้งๆ เพราะพี่แกจะพกรูปลูกชายตั้งแต่เกิดยันบวชไว้กับตัวตลอด โดยผมนั่งซ้อน Fatty

หลังจาก “เพื่อนๆ” ของเรามาส่งพวกเราที่โรงแรมแล้วก็ได้โชว์ไกด์ทัวร์ที่กัมปูครีเอทขึ้นมาครับ

IMG_0979

โดยวันแรก เราก็ได้ออกไปยังจุดชมวิวที่น่าจะดีที่สุดในเมืองนั่นก็คือ Mandalay Hill (เนินเขามัณฑะเลย์) โดยระหว่างทางก็ได้แวะเยี่ยมชมโบราณสถานต่างๆ ในเมือง

Mandalay MandalayMandalay Mandalay

เด็กที่มาขายของนี่ถ้าจะปฏิเสธต้องบอกว่าไม่เอาให้เด็ดขาดไปเลยนะครับ เพราะถ้าบอกว่า “Later” (เอาไว้ก่อนนะ) เค้าจะตอบท่านว่า “OK Later” แล้วอีก 1-2 ช.ม. ก็จะกลับมาให้ท่านซื้อของจากเค้าให้ได้

Mandalay

บางครั้งมาตามสถานที่ที่นักท่องเที่ยวมันจะเข้ามา อาจจะโดนเรียกเก็บเงินค่าถ่ายรูปได้

Mandalay

วันถัดมาก็ได้ออกมาเยี่ยมชมสถานที่สำคัญอีกที่คือ “Mandalay Palace” หรือพระราชวังมัณฑะเลย์ เป็นพระราชวังที่สร้างด้วยไม้สักทั้งหลัง ได้ชื่อว่ามีความงดงามมากที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปเอเชีย มีคูน้ำรอบพระราชวังและประตูที่ยิ่งใหญ่ แต่ที่ที่เราไปนั้นถูกสร้างใหม่แทนที่ของเดิมซึ่งถูกทำลายย่อยยับไปตอนที่พม่าแพ้สงครามให้กับอังกฤษ ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดระบอบกษัตริย์ของพม่า

มัณฑะเลย์
ภาพถ่ายของพระราชวังมัณฑะเลย์ก่อนที่จะถูกทำลาย
มัณฑะเลย์
หุ่นขี้ผึ้งของพระเจ้าธีบอ กษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์คองบองและระบอบสมบูรณญาสิทธิราชของพม่า

มัณฑะเลย์ มัณฑะเลย์ มัณฑะเลย์ มัณฑะเลย์ มัณฑะเลย์ มัณฑะเลย์ มัณฑะเลย์

จากนั้นตอนเย็นก็ได้เดินทางไปที่เมืองอัมมาราปุระ (Amarapura) โดยไปที่สะพาน U Bein ซึ่งเป็นแหล่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งสะพานแห่งนี้จะสวยงามมากในยามพระอาทิตย์ตกดิน แต่น่าเสียดายที่ตอนที่ไปดันเจอเมฆบัง เลยไม่ได้เห็นแสงอาทิตย์ยามเย็นเลย

Mandalay
มีคู่บ่าวสาวมาถ่ายรูป Pre-wedding กันที่สะพานนี้ด้วย
Mandalay
มีพระวัยรุ่นมาถ่ายรูปกันด้วย

Mandalay Mandalay Mandalay Mandalay Mandalay Mandalay

ในวันถัดมา ผมก็เกิดคึกคักอยากไปเที่ยวห้างที่ดีที่สุดในเมือง เลยบอกคู่หู กัมปู Fatty ให้พาไปหน่อย คู่หูก็เลยมาส่งผมกับเพื่อนที่ย่านการค้าแห่งหนึ่งซึ่งดูคึกครื้นมาก แต่ต้องบอกว่าที่ที่มามันไม่ใช่ห้างนี่หว่า มันเหมือนย่านคลองถมหรือเสือป่าที่เน้นเสื้อผ้าซะมากกว่า และซ้ำร้าย ดันไปกินอาหารที่ร้านหนึ่งซึ่ง ผมกับเพื่อนได้ไปสั่งโยเกิร์ตมา แต่เพื่อนผมเอะใจว่ามันดูแหม่งๆ เลยไปดูที่ครัว พอกลับมาเพื่อนผมก็ไปเปิดตู้เย็นเอาเป๊ปซี่กระป๋องมาแทน ผมก็ถามว่า “ยังกินโยเกิร์ตไม่หมดเลย ไปเอามาทำไม” เพื่อนผมตอบว่า “มึงไปดูในครัวแล้วกัน” ซึ่งปรากฏว่าครัวเน่าและสกปรกมาก (แต่ครัวส่วนใหญ่ในเมืองนี้ก็เน่าทั้งนั้นครับ พึงระวังและกินแต่ของที่ทำสุกร้อนๆ เท่านั้น) แต่ดูเหมือนจะสายไปแล้ว เนื่องจากซดโยเกิร์ตกันไปคนละครึ่งแก้ว เย็นวันนั้นก็เลยขี้แตกขี้แตนกันไป

Mandalay
Modric ไปทำอะไรใน Mandalay ?
Mandalay
พบ Batman เกาะบนต้นไม้ใจกลางเมืองมัณฑะเลย์

สถาปัตยกรรมของเมืองมัณฑะเลย์ส่วนใหญ่จะเป็นการแกะสลักจากไม้สักชิ้นเดียว

มัณฑะเลย์ มัณฑะเลย์ มัณฑะเลย์ มัณฑะเลย์ มัณฑะเลย์

นอกจากนี้อาชีพของคนจำนวนไม่น้อย ก็อิงกับสถานที่สำคัญในเมือง ยกตัวอย่างเช่น งานฝีมือที่ใช้ตีทองให้แบนเพื่อทำเป็นแผ่นปิดทองพระนิ่ม (พระมหามัยมุนี) พระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของพม่า เปรียบได้กับพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของไทย และเป็นหนึ่งในห้าศาสนวัตถุที่ศักดิ์สิทธิ์ของพม่า

และด้วยความเชื่อว่า พระพุทธมหามัยมุนี นี้เป็นพระพุทธรูปที่มีชีวิต เพราะด้วยเหตุที่ได้รับประทานพร (บางตำนานก็เล่าว่าได้รับประทานลมหายใจจากพระพุทธเจ้า) จึงมีประเพณีล้างพระพักตร์ถวาย โดยทุกเช้า เวลาประมาณ 04.00 น. พระมหาเถระและสาธุชนทั่วไปที่ศรัทธาจะมาทำพิธีล้างพระพักตร์ด้วยน้ำอบน้ำหอมผสมทานาคาอย่างดีพร้อมกับใช้แปรงทองแปรงที่พระโอษฐ์เสมือนหนึ่งแปรงพระทนต์ถวายพระพุทธเจ้า ก่อนใช้ผ้าจากศรัทธาสาธุชนถวายมาเช็ดจนแห้งสนิท พร้อมใช้พัดทองโบกถวายเป็นอันดีเสมือนหนึ่งได้อุปัฏฐากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่ยังทรงพระชนมชีพอยู่จริง ๆ

อนึ่ง องค์พระมหามัยมุนีมีการปิดทองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนเป็นรอยย่นตะปุ่มตะป่ำไปทั้งพระองค์ ซึ่งหากเอานิ้วกดลงไป ก็จะรู้สึกได้ถึงความอ่อนนิ่มของทองคำเปลวที่ปิดทับซ้อนกันนับเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ชั้น ตลอดระยะเวลาเนิ่นนานกว่าศตวรรษ ทำให้พระมหามัยมุนีมีอีกพระนามหนึ่งว่า “พระเนื้อนิ่ม” แต่น่าแปลกที่ว่า แม้จะมีการปิดทองซ้ำแล้วซ้ำอีกจนองค์พระใหญ่ขึ้นเพียงใดก็ตาม แต่พระพักตร์ขององค์พระมหามัยมุนีก็ยังแลดูใหญ่ตามองค์พระอย่างน่าอัศจรรย์ ทั้งที่ไม่ได้มีการปิดทองที่องค์พระพักตร์เลยแม้แต่น้อย

ข้อมูลจาก Wikipedia

Mandalay
ลองฝึกประกอบอาชีพตีทอง

Mandalay Mandalay

ความจริงแล้วผมกับเพื่อนมีแผนที่จะไปเมืองพุกาม (Bagan) (ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวที่เรียก Bagan ว่า พุกาม) แต่ปรากฏว่ารถบัสที่จะไปนั้นเต็มหมด สายการบินก็เต็ม ถ้านั่ง taxi ก็แพงมาก ก็เลยเป็นบทเรียนให้เราว่า การเดินทางในพม่าต้องเตรียมล่วงหน้าก่อนมาให้เรียบร้อย ไม่เช่นนั้นก็อาจมาเสียเที่ยวได้ สุดท้ายเลยนอนพักเหนื่อยที่โรงแรม และไปนั่งดูการแสดงเล่นหนังตะลุงแทน

มัณฑะเลย์

ความจริงแล้วมีเรื่องราวมากกว่านี้อีกเยอะ แค่ภาพก็เต็มเอี๊ยดแล้ว ถ้าเพื่อนๆ คนไหนอยากรู้รายละเอียดเกี่ยวกับเมืองนี้ก็มาถามได้ครับ

ประสบการณ์เดินทางไปพม่า ตอนที่ 1 (ย่างกุ้ง)

เมื่อปีที่แล้วผมรู้สึกอยากออกเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านเพื่อดูวิถีชีวิต วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรม จึงไม่รีรอที่จะเดินทางไปพม่า ซึ่งสมัยเด็กรู้สึกว่าประเทศนี้เหมือน Dark Land และเป็นคู่อริกับไทย (จากที่ประวัติศาสตร์ในหนังสือเรียนสอนมา) แต่ด้วยวัยที่โตขึ้นทำให้เข้าใจอะไรๆ มากขึ้น บวกกับตอนนี้พม่ากำลังเปิดประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ มีนักลงทุนสนใจเข้าไปลงทุนมากมาย ผมเลยขอไปศึกษาเสียหน่อย โดยเริ่มจากเมืองแรกที่คิดว่าควรจะไปที่สุด (เพราะเจดีย์ชเวดากองในตำนาน) คือ ย่างกุ้ง เมื่อจองตั๋ว ขึ้นเครื่อง แล้วก็มาลงที่ท่าอากาศยานนานาชาติย่างกุ้งกันเลย (แต่มาถึงตอนมืดมาก)

IMG_0030

พม่าจะนิยามตัวเองว่าเป็น “the Golden Land” ซึ่งหมายถึงดินแดนแห่งทองคำ ซึ่งเมื่อเข้ามาสัมผัสก็จะรู้จริงๆ ว่าประเทศนี้นิยมทำทุกสิ่งให้เป็นสีทองจริงๆ หลังจากนั้นผมก็ขึ้น Taxi ไปที่พัก ที่ย่างกุ้ง จะมี Taxi เป็นจำนวนมาก สภาพรถก็แตกต่าง และที่สำคัญหลากหลายราคาอีกด้วย (ขึ้นกับความสามารถในการต่อรองสุดๆ) พอไปถึงที่พักที่แรกก็ดูบอลซักแป๊บแล้วก็นอนครับ แต่ทีวีโรงแรมที่นี่จะแปลกๆ มีช่องบอลอยู่สองช่อง บางทีรายการแข่งที่เราจะดูไม่มี จริงๆ แล้วไม่ใช่ไม่มี งงไหมครับ แต่เราต้องไปบอกคนของโรงแรมให้เค้าสลับรายการให้เรา ส่วนสภาพอากาศตอนนั้นถือว่า “ดีมาก” สำหรับพม่าครับ

IMG_0031

Roaming ได้กับ AIS ครับ แต่ปริมาณข้อมูลค่อนข้างจำกัด และความเร็วต่ำมาก

ตื่นเช้า กินอาหารโรงแรม นอนเล่นซักพัก ผมก็ออกเดินทาง “ด้วยเท้า” เพื่อสำรวจวิถีชีวิตคน และประหยัดค่า Taxi ด้วยครับ (เดินทางไปอีกโรงแรมที่เช่าไว้)

IMG_0033 IMG_0035

ในเส้นทางที่ผมเดินทาง สภาพก็จะเหมือนชนบทบ้านเราพอสมควรครับ จะดูเหมือนเมืองจริงๆ ก็ตอนเข้าไปในใจกลางเมือง เช่น ชเวดากอง แต่หลังจากเดินไปได้ไม่กี่โล ก็ทนสภาพฝุ่นไม่ไหว เพราะเยอะมากจริงๆ เลยตัดสินใจโบก Taxi ไปที่พัก (ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจที่ถูก เพราะถ้าเดินต่อ จากเดินตากฝุ่นอีกนานมาก)

IMG_0039

สภาพที่พักค่อนข้างดี (แต่ยุงเยอะมากๆ) ตอนกลางคืนผมไม่ไหวแล้ว เลยไปขอยากันยุงทาตัว โรงแรมบอกไม่มี แต่เดี๋ยวจัดการให้ ซักพักก็มีสองสาวปั่นจักรยานมาระเบิดสเปรย์กำจัดยุงในห้องผมให้ (แต่ความเข้มข้นของสเปรย์ดูเหมือนจะกำจัดผมด้วย)

ทีนี้เรามาดูความเร็วเน็ตที่ย่างกุ้งกันครับ

IMG_0042 IMG_0047

ต้องยอมรับว่าถ้าไม่ได้เข้าไปในใจกลางเมือง ถึงแม้จะอยู่ย่างกุ้ง ความเร็วต้องถือว่าแย่เอามากๆ ใช้ไป หงุดหงิดไป ทั้งในส่วน Wi-Fi และ Cellular

หลังจากนั้นก็ได้เวลาไปทำตามความต้องการในวัยเด็ก คือไปที่ชเวดากอง (ซึ่งครั้งนี้คงไม่เดิน) ก็นั่ง Taxi ไป และก็ทำให้เห็นว่าคนพม่าขับรถกันได้ เ-ี้ยมากครับ คือโฉบเฉี่ยว และไร้มารยาทในการบีบแตรมาก (บีบเป็นว่าเล่น)

และในที่สุดก็ถึงชเวดากอง ซึ่งต้องฝากรองเท้า (เสียตัง) และขึ้นลิฟท์ครับ (เป็นครั้งแรกที่ต้องขึ้นลิฟท์ในพุทธสถาน เพราะเจดีย์ตั้งสูงกว่าระดับพื้น)

IMG_0048

การเข้าไปใน pagoda (เจดีย์) หรือ monastery (วัด) ของพม่านั้นต้องถอดรองเท้าทุกครั้งครับ (แม้ว่าพื้นจะร้อนแค่ไหนก็ตาม)

IMG_0052 IMG_0056

ในที่สุดก็ได้เห็นชเวดากองเป็นครั้งแรกในชีวิต 55

IMG_0060

พระพุทธรูปของพม่าจะหน้าตาหวานซึ่งแตกต่างจากของไทยครับ

IMG_0063 IMG_0069 IMG_0071

ที่ชเวดากองมี Free Wi-Fi ด้วย

IMG_0084

และที่สำคัญ เร็วซะด้วย

IMG_0085

ประเพณีอย่างหนึ่งที่น่ารักที่ชเวดากองคือ คนพม่าจะช่วยกันกวาดพื้นให้สะอาดเสมอครับ

IMG_0086 IMG_0096 IMG_0097IMG_0109 IMG_0110

ชเวดากองในแบบ Panorama

IMG_0111

สถาปัตยกรรมภายใน

IMG_0122 IMG_0124

องค์พระในฤดูต่างๆ

IMG_0128 IMG_0141

อากาศกำลังดี เดินสบายๆ ครับ ซึ่งหลังจากนั้นผมก็ไปนั่งปฏิบัติธรรม (ย้ำว่าปฏิบัติธรรมครับ) เพราะมีอาจารย์สอนวิปัสสนาอยู่ที่นั่นด้วย เพื่อรอเวลาจนถึงเวลาค่ำ ซึ่งชเวดากองจะเปล่งแสงสีทองอร่ามออกมา

IMG_0146 IMG_0147 IMG_0150 IMG_0154 IMG_0155 IMG_0158

ช่วงค่ำจะมีกิจกรรมการบรรยายประวัติของชเวดากอง และพระพุทธรูป (และอื่นๆ แต่ผมไม่ได้นั่งฟัง) ซึ่งก็จะมีคนมานั่งฟังตลอดครับ

IMG_0162

นั่งกันข้างๆ เจดีย์เลย

IMG_0163

มีการจัดแสดงรูปภาพด้วย

IMG_0164

หลังจากนั้นผมก็กลับห้อง แล้วเช่นเคย ดูบอลแล้วก็นอน

IMG_0192

ตื่นเช้ามาอากาศสดชื่น พร้อมหมอกบางๆ ครับ

IMG_0195

หลังจากนั้นผมก็กลับมาที่โรงแรมที่พักตอนแรกสุด เพราะอยู่ใกล้สนามบิน

IMG_0208 IMG_0212

สภาพรถส่วนใหญ่ของพม่าครับ จะไม่ค่อยพบรถหรูๆ เหมือนกรุงเทพ

IMG_0213

แวะนั่งกินอาหารซะหน่อย (เลือกที่ถูกๆ หน่อย) รสชาติแปลกๆ แต่ก็กินได้ ไม่มีปัญหา (ท้องไม่เสียภายหลังด้วย)

IMG_0215 IMG_0216

สภาพการจราจรและรถเมล์ช่วงเย็นครับ

IMG_0218 IMG_0219 IMG_0220

และแน่นอน CP บ้านเราไปยึดพื้นที่เรียบร้อย

IMG_0222 IMG_0223

โหนรถเมล์แออัดไม่แพ้บ้านเราครับ

IMG_0224

โหนสองแถวกันกลางถนนใหญ่ด้วย

IMG_0229

Supermarket แนว Moderntrade ชื่อดังในพม่า มีชื่อว่า Orange ครับ

IMG_0226

ฉลากโค้กเป็นภาษาพม่า ตรงนี้จะแตกต่างจากลาว เพราะลาวจะนำเข้าของบ้านเรา และคนลาวจะเข้าใจภาษาไทยด้วย แต่พม่ากับไทย แยกประเทศกันอย่างแท้จริง เท่าที่เห็น คนส่วนใหญ่จะอ่านและฟังภาษาไทยไม่รู้เรื่อง

IMG_0230

และแน่นอนขาประจำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอย่างผม ต้องลองของพม่าด้วย รสกิมจิ อร่อยเผ็ดเปรี้ยวดีครับ (แถมถูกด้วย)

IMG_0231

ปกติไม่กินเบียร์ แต่มาแล้ว ก็ต้องเอาซะหน่อย

IMG_0238

แล้วก็ถึงเวลากลับสนามบิน

การเดินทางครั้งนี้ส่วนใหญ่เน้นไปที่ชเวดากองซะเยอะครับ และด้วยความที่ผมค่อนข้างขี้เกียจ (+ ไม่อยากเปลืองตังค่า Taxi) ก็เลยไม่ค่อยเดินทางไปไหน (ผิดกับตอนไป KL ซึ่งระบบรถสาธารณะดีมาก ทำให้ชอบออกไปนู่นนั่นนี่เยอะ) นอกจากนี้สถานที่สำคัญส่วนใหญ่ก็จะเป็น Pagoda ครับ ซึ่งรูปทรงจะใกล้ๆ เคียงกัน (ในความรู้สึกของผม) ทำให้ไม่ได้รู้สึกอยากไปไหนมาไหนมากนัก แต่ในทริปที่จะเล่าในตอนที่ 2 ที่เมืองมัณฑะเลย์ (Mandalay) รับรองมีเรื่องราวมากมายทีเดียว เพราะมี Partner ที่มีความกระตือรือร้น​ (ถึงขนาดซื้อหนังสืออ่านเรียบร้อยแล้วก่อนเดินทาง) ผิดกับผมซึ่งพอคิดว่าอยากลองไปปุ๊บ ก็ไปเลย ซึ่งก็อาจทำให้พลาดบางจุดที่สำคัญไปได้

แล้วพบกันตอนต่อไปที่มัณฑะเลย์ครับ

ปล.ภาพทั้งหมดถ่ายด้วย iPhone 5s