Category: การเดินทาง

พาทัวร์ปรากด้วยภาพ กับเมืองเก่าแก่ สุดโรแมนติก

ปราก (อังกฤษ: Prague) หรือ ปราฮา (เช็ก: Praha) เป็นเมืองหลวงของประเทศเช็ก (หรือปัจจุบันเรียกว่าเช็กเกีย) เป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมโบราณเก่าแก่ มีเอกลักษณ์ที่สังเกตเห็นได้ง่ายสองจุดคือ ปราสาทปราก (Prague Castle) ซึ่งอยู่บนเขา มองเห็นได้จากระยะไกล และส่วนที่เป็น Old Town Square ซึ่งเป็นที่ตั้งของโบสถ์ Tyn และหอนาฬิกาโบราณ โดยการเดินทางมาที่นี่จากเวียนนา ดูบทความเดิม ผมนั่งรถไฟ OBB ซึ่งเป็นรถไฟที่ดีมากๆ มาถึงที่นี่ ใช้เวลาไม่นานมาก หลังจากมาถึงแล้วก็จะงงๆ เพราะที่นี่ใช้ภาษาเช็กในการสื่อสาร (ภาษาเยอรมันเดิมก็ยังงงๆ มาเจอภาษาเช็กอีก) เงินที่ใช้ก็เป็นเงินสกุลของเช็กเอง แต่ไม่จำเป็นต้องแลกเงินครับ เพราะเมืองเจริญแล้ว ส่วนใหญ่รับบัตรเครดิต โดยเฉพาะสถานที่ท่องเที่ยว หายห่วงเลย หรือถ้าเป็นเงินสดก็รับเงินยูโรด้วยเหมือนกัน การแลกเงินเช็ก นอกจากต้องมาคอยใช้ให้หมดแล้ว (เพราะไปใช้ที่ประเทศอื่นไม่ได้) ยังเสียเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน และคอมมิชชั่นอีก จึงไม่แนะนำให้แลกเงิน

หลังจากมาถึงก็ตามหาที่พักเพื่อเอากระเป๋าไปเก็บก่อนเลย ใกล้ๆ ที่พักมีร้านพิซซ่าชื่อดัง Pizzeria Ristorante Corleone เลยแวะกินซักหน่อย

หลังจากนั้นก็แวะเช็กอินที่พัก อันนี้จองแบบ Airbnb Plus ที่นี่ ค่อนข้างตกแต่งดีมีสไตล์ทีเดียวครับ (แต่หาทางเข้ายากหน่อยตามสไตล์ Airbnb)

หลังจากนั้นไม่รีรอ ก็รีบนั่งรถรางแล้วเดินไป Charles Bridge ทันที ที่สะพานนี้จะมีรูปปั้นที่มีประวัติศาสตร์ตลอดทางเดินของสะพานเลย

รูปปั้นที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ รูปปั้นนักบุญจอห์น เนโปมุก (St. John Nepomuk) ซึ่งท่านถือเป็นนักบุญที่มีชื่อเสียงด้านความซื่อสัตย์ โดยมีตำนานเล่าว่า วันหนึ่งนักบุญจอห์น เนโปมุกได้รับฟังคำสารภาพบาปของพระราชินีพระเจ้าเวนเซสลาสที่ 4 และตามธรรมเนียมนักบุญที่รับฟังคำสารภาพบาปก็ต้องเก็บเรื่องที่ได้ฟังไว้เป็นความลับ เมื่อพระราชินีมาสารภาพบาปบ่อยเข้า เรื่องก็ทราบถึงหูพระราชา ทำให้พระองค์เกิดความสงสัยว่าพระราชินีมาสารภาพบาปเรื่องอะไรบ่อยนัก จึงเดินทางมาหาความจริงจากบาทหลวงเนโปมุก แต่ท่านบาทหลวงได้ถือคติ เสียชีพอย่าเสียสัตย์ จึงไม่ยอมปริปากบอกสิ่งใดแก่พระราชา พระราชาจึงกริ้วมาก และจับท่านบาทหลวงถ่วงแม่น้ำวัตตาวาเป็นการลงโทษ และเมื่อท่านตายไปก็เกิดปาฏิหาริย์เป็นดวงดาว 5 ดวงขึ้นเหนือน้ำตรงที่รูปปั้นของท่านได้ตั้งอยู่นั่นเอง นักท่องเที่ยวที่ได้ไปเดินเล่นบนสะพานชาร์ลก็มีความเชื่อว่า ถ้าหากลูบท่านนักบุญเนโปมุกก็จะได้กลับมากรุงปรากอีก

Credit

รูปปั้นที่โด่งดังที่สุด St.John of Nepomuk
เดินเล่นไปมา แวะถ่ายรูปหน่อย
ด้านบนนี่คือปราสาทปรากครับ แต่ถนนตรงนี้อันตรายนะครับ เพราะรถวิ่งเร็วมาก และไม่ค่อยมีสัญญาณไฟที่เห็นได้ชัด

จากนั้นก็แวะเดินมาที่ Old Town Square หรือแปลไทยว่าจัตุรัสเมืองเก่า ซึ่งภาพแลนด์มาร์กที่ถ่ายๆ กันก็มักมาถ่ายตรงจุดนี้

สไตล์เมืองที่นี่จะดูคลาสสิกมากๆ
หมีแพนด้าเป็นสัตว์ที่โด่งดังมาก แม้แต่ในยุโรป

ตรง Old Town Square สังเกตว่าจะมีสิ่งก่อสร้างที่เหมือนปราสาทแหลมๆ ที่เป็นคู่ อันนี้ไม่ใช่ปราสาทนะครับ แต่เป็นโบสถ์ชื่อว่า Church of Our Lady before Týn ซึ่งภาพถ่ายที่ถ่ายๆ กันก็มักมาถ่ายตรงจุดนี้ เปรียบเหมือนสัญลักษณ์แห่งกรุงปรากเลยทีเดียว

ซึ่งใกล้ๆ กันก็จะมีนาฬิกาดาราศาสตร์ อ่านประวัติได้ที่นี่ โดยจะมีคนมามุงเพื่อดูนาฬิกาทำงานทุกชั่วโมง

มาทั้งทีก็ต้องถ่ายรูปคู่กับ Church of Our Lady before Týn ซักหน่อย

จากนั้นช่วงค่ำก็ใช้ชีวิตยามราตรีแบบปรากๆ โดยการเข้าไปหาอะไรกินที่ Hard Rock Cafe Prague

Burger เอามีดเสียบมาให้กินกันแบบนี้เลย

จากนั้นก็เดินกลับมาดู Church of Our Lady before Týn และหอนาฬิกาดาราศาสตร์ตอนมืดๆ ครับ สวยงามทีเดียว

หลังจากนั้นก็กลับไปนอน ตื่นมาก็ไม่รอช้า ไปที่ปราสาทปราก (Prague Castle) ทันที ซึ่งก็จะมาเจอกับพี่ทหารยืนเฝ้าหน้านิ่งไม่ไหวติง คนที่มาปราสาทนี้ก็จะต้องแวะถ่ายกับพี่ๆ เค้าหน่อย ก่อนเข้าปราสาทจะมีการตรวจวัตถุสิ่งของกันเยอะเหมือนกันนะ

ปราสาทปรากมันจะเหมือนเป็นสถานที่หลายๆ ที่มารวมกันน่ะครับ ไม่ได้มีอาคารไหนเรียกว่าปราสาทปรากโดยตรง แต่ไฮไลท์ของการเข้าชมคราวนี้คือ St. Vitus Cathedral ซึ่งเป็นมหาวิหารที่น่าจะดูเก่าแก่ และอลังการที่สุดที่เห็นในยุโรปแล้วมั้ง ส่วนประวัติหาอ่านดูเองก่อนนะครับ พอดีผมยังไม่ได้ศึกษา เน้นดูความสวยงามไปก่อน เดี๋ยวพออ่านประวัติแล้วจะมาสรุปให้ฟังอีกที แต่ตอนนี้ต้องรีบมาเขียนก่อน กลัวเดี๋ยวปล่อยไว้นานไปจะลืม

ซึ่งตั๋วเข้าชมปราสาทปราก จะสามารถเข้าได้หลายจุดครับ อย่างที่บอกคือมันเหมือนเป็นตึกหลายตึกที่อยู่รวมๆ กันแล้วเรียกว่า ปราสาทปราก

ในนี้มีเป็นหมู่บ้านที่มีคนอยู่ในสมันสงครามโลกด้วยครับ

ซึ่งจากจุดด้านบน เราสามารถมองลงมาเห็น Landscape ของตัวเมืองปรากได้เลย ภาพนี้ถ่าย 2 รูปแล้วเอามาต่อกันแบบ Panorama

จากนั้นก็เดินกลับไปย่านย Old Town Square อีกครั้ง (จริงๆ ปรากมันก็วนอยู่แค่นี้จริงๆ ฉะนั้นมาแค่ 1-2 วันก็น่าจะเพียงพอนะ) คราวนี้ขึ้นไปบนหอคอยแถวๆ นาฬิกาดาราศาสตร์เพื่อถ่าย Church of Our Lady before Týn จากมุมสูงดูบ้าง

ภาพจากมุมสูงที่เป็นเหมือนมุมมหาชนของคนที่มาปรากครับ

trdelník (เทรอ-เดล-นีค) เป็นขนมหวานขึ้นชื่ออย่างหนึ่งของสาธารณรัฐเช็ก ทำมาจากแป้งโดที่แผ่เป็นแผ่นยาว ๆ บาง ๆ แล้วเอามาม้วนเป็นเกลียวเข้ากับท่อนเหล็กหรือท่อนไม้ เรียกว่า trdlo จึงเป็นที่มาของคำว่า trdelník จากนั้นก็โรยน้ำตาล และปิ้งบนเตาถ่านจนกระทั่งมีสีเหลืองและน้ำตาลละลายเป็นคาราเมล แต่ไม่จบแค่นั้น เสร็จแล้วก็เอามาม้วนบนถาดที่ประกอบด้วยน้ำตาล อบเชย และเกล็ดเกาลัด

สิ่งที่ทำให้ปรากเป็นเมืองที่โรแมนติกอีกอย่างคือ นักดนตรีเปิดถุงไวโอลิน ซึ่งเล่นเพลงได้โศกจับใจมาก

หลังจากนั้นมีเวลาเหลือ เนื่องจากผมเป็นคนชอบดูสัตว์ เลยแวะไปที่ Zoo Praha ซึ่งถือว่ามีสัตว์มากมายหลายชนิด แต่ที่ปรากนี่ค่อนข้างงกทีเดียว ซื้อตั๋วแต่ไม่ได้โบรชัวร์กระดาษ ต้องซื้อแยกอีกต่างหาก คนอเมริกันถึงกับงง แต่พอดีผมไม่สนใจการถือกระดาษ เลยไม่ได้แคร์

เพิ่งเคยเห็นกอริลล่า เหมือนคนมากๆ ครับ

จากนั้นแน่นอนก็กลับมาที่ Charles Bridge (อีกแล้ว) เห็นไหม บอกแล้วว่ามันวนไปวนมา มาดูปราสาทปรากยามเย็น ที่มีนกโบยบินไปมา

จากนั้นก็ไปที่ Lennon Wall ตรงนี้คนที่เค้าชอบ John Lennon แห่ง The Beatles ก็จะมาถ่ายรูป และสาดสีกันสนุกสนาน

แวะกิน trdelník อีกที ร้านนี้อร่อยใช้ได้

จริงๆ มีสตรอว์เบรรี่นะ แต่กัดไปแล้ว เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าควรถ่ายรูป

และปิดท้ายการอยู่ที่เช็กด้วยการถ่ายภาพ Charles Bridge ยามค่ำครับ

จริงๆ ได้ประสบการณ์หลายอย่างที่นี่นะ แต่อาจไม่สามารถเล่าได้ทั้งหมด (ขอมีความลับบ้าง) ที่เช็กนี่ดูจะเจริญน้อยกว่าออสเตรีย และเยอรมัน อย่างรู้สึกได้ ค่าครองชีพไม่ถูกนะครับ แพงเลยทีเดียว คนที่นี่ไม่ได้ nice เหมือนออสเตรีย (ค่อนข้างดุด้วยซ้ำ) แต่เมืองและสถาปัตยกรรมที่นี่นั้นคลาสสิกมากๆ ควรค่าแก่การมามากครับ

พาทัวร์เวียนนาด้วยภาพ กับเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกประจำปี 2018

เวียนนา (Vienna) หรือ วีน (Wien: ภาษาเยอรมัน) เป็นเมืองหลวงของออสเตรีย (ออสเตรีย ไม่ใช่ออสเตรเลียเฟ้ย ไม่มีจิงโจ้) และเป็นเมืองที่เคยเป็นศูนย์กลางความยิ่งใหญ่ของยุโรปในยุคสมัยออสเตรียฮังการี และยังมีชื่อเสียงในฐานะเมืองแห่งศิลปะวัฒนธรรม เสียงดนตรี และยังเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในโลกประจำปี 2018 จากรายงานของ BBC วันนี้เลยมาเล่าด้วยภาพคร่าวๆ ว่าเป็นอย่างไรบ้าง เผื่อคนที่สนใจมาจะได้ดูเป็นแนวทางครับ เนื่องจากเป็นการเล่าด้วยภาพ ถ้าอยากรู้ความเป็นมาของสถานที่ ลองค้นใน Search Engine กันเอาเองนะครับ

เวียนนาเป็น destination แรกในทริป ออสเตรีย-เช็ก-เยอรมนี ในครั้งนี้ (และเป็น destination สุดท้าย เนื่องจากต้องกลับมาขึ้นเครื่องที่นี่) เมืองนี้ผมใช้เวลาอยู่มากกว่าเมืองอื่นๆ ซึ่งจะแบ่งเป็น 3 วัน

วันแรก หลังจากเครื่องลงตอนประมาณ 7 โมงเช้า (ผมขึ้นเครื่องตอนดึก 1.30 จากสุวรรณภูมิ) เวลาในการเดินทางจากกรุงเทพประมาณ 11 ช.ม. (โดยเวลาที่ไทยเร็วกว่า 6 ช.ม.) ก็ทำการซื้อตั๋วรถไฟเข้าเมือง และฝากกระเป๋าที่สถานีรถไฟในเมือง ซึ่งการขึ้นรถสาธารณะที่นี่มีทั้งรถไฟ (ไม่ต้องเติมฟ้า เพราะมันเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมด ละไว้ในฐานที่เข้าใจ) รถราง (รถที่วิ่งในรางบนถนน มีตระขอติดกับสายไฟด้านบน) รถบัส แต่การดูเส้นทางก็ไม่ได้ยากอะไรนะครับ ใช้ Google Maps ช่วยได้ มันจะบอกว่าเราต้องขึ้นรถประเภทไหน สายอะไร (ภาพรวมยังถือว่าแม่น)

Noted: ที่นี่และทุกเมืองในยุโรป ไม่ต้องเสียบบัตรเพื่อเข้าชานชะลาเหมือนญี่ปุ่น หรือไทยนะครับ เดินเข้าไปได้เลย และไม่มีคนตรวจด้วย ใช้สามัญสำนึกล้วนๆ (ได้ยินว่ามีสุ่มตรวจบ้างเหมือนกัน)

โดยไม่รอช้ารีบไปรับ Vienna Pass ที่จองไว้ (รับที่ใต้ตึกที่มีคนขี่ม้า ตามภาพ) Vienna Pass เป็นตั๋วที่ใช้ในการผ่านเข้าไปในสถานที่ต่างๆ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย (ก็เสียไปกับ Vienna Pass แล้วอะนะ) จริงๆ ไม่ต้องจองก็ได้ ไปซื้อที่สถานี หรือโรงแรมได้เลย

ข้อดีอีกอย่างคือ เราสามารถขึ้นรถบัสที่เอาไว้ทัวร์ชมเมืองได้เลย มีบริการหูฟังให้คนฟังการบรรยาย ขณะที่รถวิ่งไปด้วย โดยรถบัสจะไปจอดรับส่งคนในสถานที่สำคัญต่างๆ (แต่เอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้ขึ้นครับ เพราะขี้เกียจรอ รถมันจะมาเป็นรอบๆ)

โดยสถานที่ที่แรกที่ไปเยือนก็คือ

พระราชวังเชินบรุน (Schloss Schönbrunn) ซึ่งเป็นพระราชวังที่มีชื่อเสียงมาก และขนาดก็ใหญ่มาก คนที่มาเวียนนา ถ้าไม่ได้แวะที่นี่ ก็เหมือนมาไม่ถึง

ด้านในจริงๆ มีความยิ่งใหญ่สวยงาม น่าถ่ายรูปมากครับ แต่เสียดายที่เค้าห้ามไม่ให้ถ่ายภาพ (นอกเหนือจากต้องการให้คนมาชมด้วยตาเองแล้ว ส่วนหนึ่งเข้าใจว่าอาจเป็นเพราะพวกถ่ายรูป แล้วไม่ปิดเสียงชัตเตอร์บ้าง ไม่ปิดแฟลชบ้าง ซึ่งสร้างความรำคาญ ขอความกรุณาทุกท่านที่อ่าน พอไปถ่ายรูปตามสถานที่ที่เงียบๆ กรุณาปิดเสียง ปิดแฟลชด้วย  ถ้าปิดไม่เป็นเดี๋ยวผมสอนให้)

หลังจากนั้นตอนเดินออกมาก็เห็น Standing รูปหมีแพนด้า ให้คนเดินไปสวนสัตว์เชินบรุน ตอนแรกว่าจะไม่ไปเพราะเดินไกล ขี้เกียจ แต่คิดว่าต้องใช้ Vienna Pass ให้คุ้ม เลยไป ซึ่งตอนไปสวนสัตว์แห่งนี้ถือเป็นตราบาปของทริปนี้เลย เนื่องจากรีบเกินไป จนไม่ยอมหาดูหมีแพนด้า (ซึ่งเป็นสัตว์หาดูยากในยุโรป) แล้วต้องมาเสียใจทีหลัง เพราะจำได้ว่าชาตินี้ยังไม่เคยเห็นหมีแพนด้า

จากนั้นก็ขึ้นรถ Sightseeing ไปยัง HGM Heeresgeschichtliches Museum หรือภาษาอังกฤษ The Museum of Military History ซึ่งเป็นพิพิธพันธ์ที่เก็บของประวัติศาสตร์

ด้านในถือว่าโอโถ่ง และมีความสวยงามตามสไตล์ยุโรปมาก

คนที่นี่รักหมามากนะครับ พาหมาขึ้นรถไฟก็ได้

จากนั้นก็แวะไปที่มหาวิหารเซนต์สตีเฟน St. Stephen’s Cathedral ซึ่งเป็นโบสถ์ใหญ่ของชาวคริสต์ที่มีความสวยงาม วิจิตรตระการตามาก

โดยวันแรกมีการนั่งรถหลงทาง และจำไม่ได้ว่าฝากกระเป๋าไว้ที่สถานีไหน จึงเสียเวลามาก นอกจากนี้คืนก่อนที่จะมาถึง ก็นอนบนเครื่องบิน ซึ่งนอนไม่หลับเลย (พอเหมือนจะหลับได้ แอร์ก็มาปลุกโดยการยกอาหารมาให้กิน) เลยเกิดอาการเพลียมาก จึงขอรีบไปนอนก่อน

วันที่สอง ไม่รอช้าเนื่องจากคืนก่อนหน้าชาร์จพลังไว้เต็มที่ด้วยการนอนเร็ว วันนี้เลยตื่นเช้ามาก และเตรียมเก็บสถานที่ไว้ให้ได้มากที่สุด

โซนที่ผมอยู่ มีการขายผักผลไม้ เหมือนตลาดนัดด้วย

แต่อนิจจา วันนี้สภาพอากาศกลับไม่เป็นใจ ฝนตกแต่เช้าเลย (ที่นี่อากาศแปรปรวนมากที่เดียว เดี๋ยวฝนตก เดี๋ยวแดดออก ในวันเดียวกัน)

ยืนงง ในดงฝน

โดยรีบมานั่งจิบกาแฟ กินขนมปังที่ร้านเก่าแก่ชื่อดัง Cafe Central (ขนาดร้านอาาร ยังตกแต่งจนอลังการเลย)

จากนั้นก็ไปเริ่มทัวร์ที่ พระราชวัง Hofburg ซึ่งเป็นศูนย์กลางของสถานที่สำคัญในเวียนนา ซึ่งในโซนนี้จะมีพิพิธพันธ์ และสถานที่สำคัญติดๆ กัน

โดยสถานที่สำคัญที่เป็นไฮไลต์คือ Sisi Museum (Sisi เป็นชื่อเล่นวัยเด็กของพระนางอลิซาเบธ) ซึ่งมีความตระการตา ไม่แพ้พระราชวังเชินบรุนเลย แต่น่าเสียดายอีกเช่นกันที่ถ่ายรูปด้านในไม่ได้

นอกจากนี้ยังแวะไปดูเค้าฝึกม้าสไตล์สแปนิชอะไรซักอย่าง แต่ไม่ชอบ ไม่เห็นมีอะไรเลย ถ้าไม่ได้เข้าได้ด้วย Vienna Pass ก็ไม่แนะนำเท่าไหร่

เดินออกมาจากพระราชวัง มีการเดินขบวนประท้วงอะไรกันก็ไม่รู้

หลังจากนั้นก็ได้เวลาเจี๊ยะ เมนูนี้ถือว่าใช้ได้ เมื่อเทียบกับเมนูปกติในยุโรป ซึ่งสำหรับเราคือเลี่ยน

จากนั้นก็เดินไปทั่วๆ บริเวณนั้น ซึ่งมีสถานที่น่าสนใจอีกมากมาย อันนี้คือแวะ Albertina ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่แสดงงาน Modern Art ไว้ คนที่ชอบวาดรูป รักงานศิลปะต้องชอบแน่ๆ และแน่นอน ด้วย Vienna Pass เราเข้าได้เลย ไม่ต้องเสียเงินเพิ่ม

ต่อมาก็มองหา Österreichische Nationalbibliothek (Austrian National Library) ตามประสาคนรักหนังสือ ซึ่งที่นี่เป็นที่รวบรวมหนังสือที่เก่าแก่มาก อยากให้เมืองไทยมีห้องสมุดที่สวยงาม และน่านั่งแบบนี้บ้าง (ได้แต่ฝัน)

ณ ตอนนี้ก็ได้เวลาออกจากโซนพระราชวังแล้ว โดยที่หมายต่อไป ก็ยังเป็นพระราชวังอีก (สถานที่สำคัญที่นี่ส่วนใหญ่จะเป็นวัง และเน้นความอู้ฟู่หรูหรา) โดยสถานที่ต่อไปก็คือ พราะราชวังเบลเวเดียร์ (Schloss Belvedere) ซึ่งมีความใหญ่โตอลังการอีกเช่นกัน

และที่นี่ยังเป็นที่เก็บภาพสุดโด่งดัง “The Kiss” อีกด้วย

หลังจากจบจากเบลเวเดียร์ก็เริ่มเย็นแล้ว (วันนี้ใช้เวลาคุ้มมาก) สถานที่แวะถัดไปก็คือ Prater ซึ่งเป็นสวนสนุกขนาดใหญ่ เลยแวะไปขึ้น Giant Wheel Ferris หน่อย (เสียดายไปไม่ทันดู Madame Tussauds Vienna)

วันนี้มีดูคอนเสิร์ตบรรเลงเพลง Mozart กับ Johann Strauss II ที่พระราชวังเชินบรุนด้วย จองจาก Klook แต่ไม่แนะนำเท่าไหร่นะครับ ไม่ได้ดีมาก ห้องเล็ก ไปตอนกลางคืน ประตูพระราชวังปิดอีกต่างหาก ต้องฝ่าพายุฝนไป

มาออสเตรียก็ต้องฟังเพลง Classic นี่นะ

วันที่สาม วันนี้เป็นวันหายนะโดยแท้ เพราะดันไปจอง ทัวร์หุบเขาดานูบ (Danube Valley) สุดโรแมนติกจากเวียนนา บน Klook ซึ่ง “ห่วยมาก” ไม่แนะนำอย่างแรง เพราะคุณจะเสียเวลาทั้งวันไปกับการทัวร์ห่วยๆ ที่ไม่มีอะไรสวย นอกจากนี้ยังไม่ได้ล่องเรือตามที่เขียนอีกด้วย

ซึ่งขากลับก็เย็นมืดมากแล้ว (อดไปดูแพนด้า อดไปชมสถานที่สำคัญอื่นๆ) เลยได้แต่เดินเล่นในเมืองไปเรื่อย

แต่วันสุดท้ายที่กลับมาจาก Hallstatt ก็ยังได้แวะบ้านหน้าตาแปลกๆ ที่ชื่อว่า Hundertwasserhaus

แล้วก็คนที่เวียนนานี่ Nice มากนะครับ ถ้ายืนงงๆ เค้าจะเข้ามาถามด้วย ว่ามีอะไรให้ช่วยไหม?

นี่เป็นตอนแรกจากทั้งหมด 5 ตอนครับ ตอนต่อไปเป็น ปราก เมืองสุดโรแมนติก ตามไปดูกันนะครับ

 

เช่ารถขับในต่างประเทศ สนุกดีจัง

ปกติตอนเดินทางไปต่างประเทศที่เจริญกว่าไทย เราจะรู้สึกว่าการเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะก็ค่อนข้างตอบโจทย์มากๆ เพราะคลอบคลุมพื้นที่เกือบทั้งหมดของเมือง ทั้งสถานที่สำคัญ และที่พัก แต่บางครั้งการเดินทางไปยังสถานที่บางที่ ก็อาจจะไม่สะดวกเท่าการขับรถส่วนตัว หรือการเดินทางแบบต้องย้ายสถานที่พักบ่อยๆ และขี้เกียจแบกกระเป๋าขึ้นรถไฟ ก็เหมาะที่จะทิ้งกระเป๋าใหญ่ไว้บนรถแทนมากกว่า พอดีมีคนสนใจเรื่องนี้พอสมควร วันนี้เลยจะมาเล่าว่าการขับรถในต่างประเทศต้องทำยังไงบ้าง

เริ่มแรก เพื่อความมั่นใจว่าเราได้รับอนุญาตให้ขับรถได้ทั่วโลก ก็ต้องไปทำแบบขับขี่สากลก่อน ซึ่งไม่ได้มีการทดสอบอะไร แค่ไปจ่ายเงิน 500 เพื่อรับเอกสารนี้มาจากกรมขนส่งทางบก ใบขับขี่สากลมีอายุ 1 ปีต่อการขอนะ (จริงๆ ก็ไม่ค่อย make sense เท่าไหร่ เพราะไม่ได้ทดสอบอะไร สู้ทำให้ใบขับขี่ที่เราใช้ๆ กันอยู่ สามารถขับสากลได้ไปเลยดีกว่า)

จากนั้นก็เริ่มไปเช่ารถออนไลน์ได้เลย ซึ่งมีหลากหลายเจ้า และทั้งแบบที่เป็นตัวแทน และเป็นบริษัทเช่ารถเองเลย ตอนแรกเคยไปจองกับ Rentalcars.com ซึ่งเป็นตัวแทน ได้ราคาดีประมาณนึง แต่ไม่ Confirm รถซักที เลยไปจองกับบริษัทเช่ารถโดยตรงเองเลย เลือก Europcar เพราะมีรถ รุ่น-ยี่ห้อ ที่ต้องการ (จริงๆ แล้วเหตุผลในการเช่ารถ คือต้องการเช่ารถรุ่นที่ชอบ เพื่อดูว่าขับจริง อยู่กับมันจริง เราจะชอบมันไหมด้วยน่ะ) โดยครั้งแรกแนะนำให้ซื้อประกันแบบ Premium ไปเลย ให้โอกาสในการรับผิดกรณีที่เกิดความเสียหายกับรถเป็น 0 ไม่มีค่า Excess ใดๆ อันนี้แล้วแต่คน แต่ผมซื้อความสบายใจ เพราะเราก็ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

สิ่งที่พึงระวังอีกอย่าง อย่าเผลอไปเลือกเกียร์ Manual นะครับ สำหรับคนที่ขับเกียร์ Auto มาตลอด (รถที่ยุโรปมีเกียร์ Manual เยอะมาก โดยเฉพาะยี่ห้อทั่วไป เช่น Volk, Kia, etc. แต่ถ้าเป็นเกรดสูงหน่อยอย่าง Benz, BMW, Audi มักจะเป็น Auto หมด)

จากนั้นเราก็ไปรับรถตามวันเวลาที่เราจอง ซึ่งตอนรับรถ เขาก็จะขอดูใบขับขี่สากลนั่นแหละ เพื่อกรอกข้อมูลเข้าระบบ สิ่งที่แปลกใจคือ แทบไม่มีการเช็ครถใดๆ เลย มีแค่เขียนว่ารถมีตำหนิก่อนหน้าเราตรงไหน ซึ่งคนที่ปล่อยรถให้เราก็บอกว่าถ้าเป็นประกันแบบ Premium นี่มัน no matter เพราะถึงมีบาดแผลใดๆ ก็จะไม่มีผล เพราะมัน cover หมดอยู่แล้ว

ถ้าตอนคืนรถ ไม่ได้คืนที่เดิม จะต้องเสียค่าใช้จ่ายจากการตีรถทางเดียวด้วยนะ

สิ่งที่ช็อคและเจ็บปวด คือ จอง Audi ทำไมได้ Alfa Romeo … (สำหรับคนที่ไม่รู้จัก Alfa Romeo เป็นรถหรูจากอิตาลี ซึ่งทำแนวรถแข่งมาก่อน เมื่อก่อนเคยทำตลาดในไทย สมัยผมเป็นเด็กๆ แต่ไม่เกิด และค่อยๆ หายไป) พนักงานบอกว่าเนื่องจากรถที่คุณจองหมด เราจึงอัพเกรดให้ (ทั้งที่เราไม่อยากได้) ใครจองเจ้าไหนแล้วไม่เกิดเหตุการณ์นี้ รบกวนบอกหน่อยนะครับ จะได้ไปเช่าบ้าง เพราะคราวหน้าก็จะไม่เช่ากับเจ้านี้แล้ว คือการเปลี่ยนรถทั้งที่คนเค้าจองรุ่นอื่นไปแล้ว โดยไม่แจ้งก่อน เป็นสิ่งที่แย่มาก

สิ่งที่คิด
สิ่งที่เป็นจริง

อีกสิ่งที่ต้องปรับตัว (นิดหน่อย) คือ พวงมาลัยซ้าย เพราะการขับรถจะต้องกลับความคิดหมด เช่น ต้องวิ่งเลนขวา รถที่วิ่งเร็วๆ ให้อยู่เลนซ้าย เป็นต้น ตรงนี้ก็บอกเหมือนหลายๆ คนคือใช้เวลาปรับไม่นานนัก (พอปรับจนได้ที่ กลับไทย สมองเลยตีกัน)

ซึ่งรถยุโรป (และอาจรวมถึงรถอเมริกา อันนี้ไม่แน่ใจ) ที่ปัดไฟเลี้ยวจะอยู่ด้านซ้าย ซึ่งมันจะเหมาะกับการอยู่พวงมาลัยซ้าย เช่นเดียวกับรถที่อยู่พวกมาลัยขวา ก็ควรมีที่ปัดไฟเลี้ยวอยู่ด้านขวา (เข้าใจเองว่านี่คือการวางตำแหน่งที่เหมาะแล้ว เพราะทำให้ขับมือเดียวได้สะดวกกว่า) การขับรถยุโรปในไทยจริงๆ ผมถือว่าเป็นการวางเลย์เอาท์ที่ไม่ค่อยดีนะ กับที่ปัดไฟเลี้ยวด้านซ้ายบนพวงมาลัยขวา

โดยภาพรวมการขับรถที่ยุโรปถือว่าดีนะครับ เช่น

  1. ไม่มีมอเตอร์ไซค์มาแซะไปมา ให้ชวนรำคาญ (เป็นสิ่งที่ผมเกลียดบนถนนไทยมากที่สุด) มอเตอร์ไซค์มักวิ่งนอกเมือง และเป็นบิ๊กไบค์ไปเลย
  2. คนใช้ถนนส่วนใหญ่มีวินัย มีมารยาท เคารพกฏมากกว่า (แต่ก็มีพวกขี้หงุดหงิดเยอะนะ) ไม่มีการวิ่งบนไหล่ทางให้เสี่ยงอุบัติเหตุ
  3. การกำกับความเร็วรถดู make sense เช่น ทางด่วน 130 km/h (ไม่เหมือนไทยที่ 80 km/h ซึ่งไม่สมเหตุสมผล) และมีการปรับจริงจัง (แต่คนหลายคนก็ขับเกินนะ แต่เกินไม่มาก)
  4. รถไม่ค่อยติด ขับแล้วไม่หงุดหงิด
  5. คนขับบนเส้นถนนจริงๆ ตรงไหนเป็นเส้นห้ามเปลี่ยนเลน ก็ไม่เปลี่ยนกันจริงๆ
  6. เส้นนำทางรถไม่ bullshit แบบของไทย (มีอย่างที่ไหนวาดเส้นลู่แล้วเส้นก็หายไป หลายครั้งก็นำไปชนกัน รถก็ติดสิครับ)
  7. แทบไม่ใช้คนเก็บเงินเลย ทุกอย่างให้คนขับจัดการเอง เป็นการใช้ทรัพยากรคนที่ดีกว่ามาก ไม่มีคนทำงานที่คุณค่าน้อยอย่างการเก็บเงินบนทางด่วน ซึ่งไม่จำเป็นต้องให้คนทำก็ได้
  8. ไม่มีตำรวจจราจรมาดักเก็บเงิน (จะว่าไปยังไม่เห็นตำรวจจราจรที่นั่นเลย)

ระบบนำทาง ก่อนหน้านี้จะชินกับ Google Maps แต่ขอบอกว่า Google ทำการเดินทางผมชิบหายมาก ไม่แนะนำให้ใช้เลยครับ พาเข้ารกเข้าพง (มันอาจหาทางลัดให้ แต่วิ่งไปทางตันซะงั้น .. HERE Google!) เลยใช้ระบบ Navigation ของรถที่เป็นภาษาเยอรมันที่อ่านไม่ออกแทน (หาเมนูปรับภาษาไม่เจอ) ซึ่งก็พามาถึงจุดหมายได้ดี และที่ดีอีกอย่างคือความเร็วรถจะ sync กับความเร็วบนถนนที่เราอยู่ได้ดีมาก ทำให้รู้ว่าเรากำลังขับความเร็วเกินจากที่กฏหมายระบุไหม

สิ่งที่ต้องแลกกับความสะดวกในการเช่ารถ คือค่าจอดรถ ที่นั่นค่าจอดรถค่อนข้างแพง เช่น จอดที่ Hallstatt 6 ช.ม. ซัดไป 9.50 Euro (ประมาณ 350 บาท) ไปโรงแรม 4 ดาว ในเมือง แต่กลับไม่มีที่จอดรถให้ ต้องไปจอดที่ห่างจากโรงแรม 600 เมตร เสียตังค่าจอดอีก “คืนละ” ประมาณ 20 Euro (ประมาณ 700 บาท) นี่ขนาดโรงแรมช่วย Subsidize ค่าจอดแล้วนะ ถ้าอยู่แค่ในเมืองหลวง หรือเมืองที่ระบบขนส่งสาธารณะดีมากๆ การใช้รถสาธารณะค่อนข้างดีกว่านะ ทั้งรถไฟ รถราง รถบัส คลอบคลุมหมดเลย

ปล.ก่อนจบ การจ่ายเงินค่าจอดให้เอาบัตรจอดไปแสตมป์ และจ่ายเงินตรงจุดจ่ายเงินก่อนขับรถออกนะครับ ไม่มีพนักงานมาเก็บเงินแบบไทยนะครับ

น้ำมันต้องเติมเองนะครับ แล้วไปจ่ายในร้านขายของในปั้ม ตอนแรกไม่ชิน แต่ไปๆ มาๆ การไม่มีเด็กปั้ม ก็ถือเป็นการใช้ทรัพยากรบุคคลที่คุ้มมาก เพราะถือเป็นงานที่คุณค่าต่ำ ไม่ต้องให้คนมาทำก็ได้