Category: สังคม

มาดูสาเหตุที่ทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีคำนำหน้าชื่อว่า “ดร. นพ.” กัน

ลองนึกดูว่าถ้าท่านเป็นชาวต่างชาติ แล้วท่านก็พบหมอไทยท่านหนึ่งที่มีคำนำหน้าว่า ดร.นพ. ท่านจะเรียกเค้าในภาษาอังกฤษว่าอย่างไร ? Dr. Dr. ? โอ้ว มายฟักกลิ้งก๊อด ตลกชิบห-ย

ในขณะที่ประเทศอื่นเรียกหมอว่า Dr. แต่ก็มีการเรียกผู้ที่เรียนจบปริญญาเอกว่า Dr. เช่นเดียวกัน และในหลายๆ ครั้งก็จะไม่ใส่คำนำหน้า แต่จะใส่คำตามหลังแบบนี้ครับ

James Robert, M.D. >> หมายถึงหมอเจมส์

James Robert, Ph.D. >> หมายถึง ดร. (ป เอก) เจมส์

James Robert, M.D., Ph.D. >> หมายถึงหมอเจมส์จบทั้งหมอ จบทั้ง ป.เอก

แล้วทำไมประเทศไทยถึงต้องแยกคำว่า ดร. กับคำว่า นพ. ออกจากกัน

ผมเชื่อว่าเป็นเรื่องค่านิยมยึดติดครับ

สังคมไทยมักชอบและเชิดชูผู้ที่เรียนจบสูงๆ ฉะนั้นการที่ใครคนนึงร่ำเรียนจนสำเร็จปริญญาเอก ก็จะภาคภูมิใจมาก จะเขียนชื่อตัวเองทีนึงก็ต้องแปะ ดร. นำหน้าไปเสียทุกครั้ง เพื่อบอกสังคมให้ได้รับรู้ว่าข้านี้คือ ดร. จะมาเรียกชื่อข้าว่าเจมส์เฉยๆ ไม่ได้นะ

ทั้งที่ความจริงแล้ว ดร. จากปริญญาเอกที่มาจากคำว่า Ph.D (Doctor of Philosophy) นั้นมีความหมายว่าท่านนี้บรรลุศาสตร์สูงสุดในแขนงที่ท่านเรียน ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ ฟิสิกส์ สังคมศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ยันประมง

แต่ในนานาอารยประเทศ เค้ามักจะใส่ ดร. ปริญญาเอก นำหน้าชื่อตัวเองเฉพาะในเวลาที่เค้าอยู่ในแวดวงวิชาการของเขา เพราะเป็นการบอกสังคมนั้นว่าเขาคือหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ ซึ่งเป็นประโยชน์ (หรือจะเรียกว่ามี Contribution) ต่อสังคมนั้น และโดยมากผู้ที่เชี่ยวชาญเหล่านี้มักมีตำแหน่งในแวดวงวิชาการอยู่แล้ว จึงมักใช้คำนำหน้าว่า Prof. เสียมากกว่า

แต่เมื่อท่านออกมานอกสังคมนั้น คำว่า ดร. ของท่านจะมีค่าอะไรนอกเสียจากการโชว์สิ่งที่เรียกว่า “Ego” ของตัวท่านเอง ?

ในขณะที่ Dr. จากการได้มาซึ่ง M.D. (Doctor of Medicine) ก็คือหมอ มักเป็นที่นิยมใส่กันมากกว่า เนื่องจากการที่ท่านใส่คำนำหน้านั้นเกิดประโยชน์ต่อคนทั่วไป เช่น เมื่อมีผู้ป่วยฉุกเฉินบนเครื่องบินโดยสาร ลูกเรือก็จะสามารถมาตามให้ท่านไปช่วยผู้ป่วยฉุกเฉินท่านนั้นได้อย่างทันท่วงที

แต่สิ่งที่น่าประหลาดอย่างที่สุดของสังคมไทยคือ มีการนำปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ไปใช้เรียกตนเองว่า ดร. นำหน้า โดยไม่วงเล็บ (กิตติมศักดิ์) ให้ชัดเจน

ผมเข้าใจว่าการที่ท่านได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์นั้น บ่งบอกว่าท่านได้ทำคุโณปการ หรือแสดงความสามารถที่ยอดเยี่ยมในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่ง หรือไม่ท่านก็เป็นเศรษฐีที่มีเงินบริจาคให้มหาวิทยาลัยนั้นเยอะ จนถือเป็นคุโณปการกับมหาวิทยาลัยนั้น จนเค้ามามอบปริญญากิตติมศักดิ์ให้ท่าน แต่

สกอ.ได้มีหนังสือ ที่ ศธ.๐๕๐๖(๒) ว/๕๐๕ ลงวันที่ ๑๗ ธ.ค. ๒๕๕๒ เรื่อง การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับปริญญากิตติมศักดิ์ โดยระบุว่า คำนำหน้าว่า ดร. ใช้เฉพาะกับผู้ศึกษาจบระดับปริญญาเอก มิได้รวมถึงปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์หรือพูดง่าย ๆ ผู้ที่ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ใช้คำว่า ดร. ไม่ได้ ซึ่งผมไม่เห็นด้วยนัก ผมคิดว่าหากอยากจะเรียกดอกเตอร์ก็เรียกไปเพราะเป็นรับรู้กันโดยทั่วไปแล้วว่าคำเรียกขานดอกเตอร์ใช้กับคนที่ได้รับปริญญาในระดับดุษฎีบัณฑิต หรือแพทยศาสตรบัณฑิต (Doctor of MedicineM.D.) ซึ่งเขาก็ได้รับดุษฎีบัณฑิตมาแล้วเช่นกันถึงแม้ว่าจะเป็นกิตติมศักดิ์ก็ตาม แต่ต้องใช้ว่า “ดร.(กิตติมศักดิ์)”เพราะจะเป็นการชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเป็นกิตติมศักดิ์ แต่หากเป็นดอกเตอร์กิตติมศักดิ์แล้วไปพิมพ์นามบัตรหรือเรียกตนเองว่าว่าดอกเตอร์เฉยๆ ก็ถือได้ว่าอยู่ในข่ายหลอกลวงประชาชน ปลิ้นปล้อน คบไม่ได้ ฯลฯ

ที่มาข้อมูล: ประชาไท

และ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รศ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ปฏิบัติราชการแทนเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ได้ส่งหนังสือถึงมหาวิทยาลัยต่างๆ เรื่อง การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับปริญญากิตติมศักดิ์ ซึ่งมีความแตกต่างจากปริญญาที่ได้รับจากการสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรในระดับอุดมศึกษา ดังนี้ ปริญญาที่เป็นผลจากการเรียนตามหลักสูตรระดับอุดมศึกษา สามารถนำไปใช้ในฐานะเป็นคุณวุฒิทางการศึกษา เช่น สมัครงาน รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในองค์กรหรือสถาบัน เป็นอาจารย์ประจำหลักสูตร อาจารย์ผู้รับผิดชอบหลักสูตร อาจารย์ที่ปรึกษาวิทยานิพนธ์ อาจารย์ผู้สอบวิทยานิพนธ์ อาจารย์ผู้สอนตามที่กำหนดในเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรระดับอุดมศึกษา พ.ศ.2548 เป็นต้น

ส่วนปริญญากิตติมศักดิ์นั้น เป็นเรื่องที่สถาบันอุดมศึกษา โดยสถาบันได้ประสาทแก่ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้มีเกียรติคุณตามที่สถาบันเห็นสมควร เพื่อเป็นการแสดงเกียรติประวัติของผู้ที่ได้รับว่า เป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชานั้น ผู้ที่ทำคุณประโยชน์ทางวิชาการ และผู้มีเกียรติคุณที่สมควรได้รับการยกย่องให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคม ซึ่งแตกต่างจากวุฒิทางการศึกษา และไม่อาจจะนำไปเทียบเคียงหรือใช้ประโยชน์เช่นวุฒิทางการศึกษาข้างต้นได้ และการเรียกคำนำหน้าว่า “ดร.” นั้น ในบริบทของอุดมศึกษา จะใช้เรียกเฉพาะผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาเอก มิได้รวมถึงปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

ที่มาข้อมูล : ไทยรัฐ

 

หวังว่าบทความนี้จะทำให้ทุกท่านได้เคลียร์เรื่องคำว่า ด๊อกเตอร์ ทั้งหลายอย่างชัดเจนนะครับ

Update เนื่องจากผมนำบทความนี้ไปโพสในพันทิพซึ่งมีกระแสตอบรับทั้งด้านบวกและลบ เลยขอเพิ่มเติมเนื้อหานิดหน่อยครับ

ปล. กระทู้พันทิพดราม่าสมคำร่ำลือจริงๆ ครับ (พอดีวันนี้ว่างมาดูและตอบบาง คห. ของท่านๆ ทั้งหลาย) ความเห็นที่มาในเชิงเหตุผลทำให้ผมมีแรงเขียนอะไรที่ดีๆ ยิ่งๆ ขึ้นไปนะครับ ต้องขอขอบคุณ ณ ที่นี้ ส่วนความเห็นในเชิง Pessimistic ลองเลื่อนลงไปด้านล่างครับ ตรึมเลย 55

ปล 2. พอดีตอบความเห็นนึงแล้วจะอยากจะนำมาใส่

ถาม: ยอมรับว่าเราโรคจิตนะ ก็ขอบคุณที่ให้สติ แต่ว่า จขกท.ล่ะ  คุณเลิกอิจฉาคนอื่นเขาได้หรือยัง?

ตอบ: ผมมีความสุขกับสิ่งที่ผมเป็นอยู่แล้ว “คนที่ผมอิจฉาที่สุดคือ คนที่สนุกและรักในสิ่งที่ทำในทุกๆ วันต่างหากครับ” ตอนนี้ความรู้ (และวุฒิการศึกษา) ที่ผมมีในปัจจุบันก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้ผมล่าความฝันต่อได้แล้วครับ และของท่านล่ะ หาเจอหรือยัง ? ถ้ายัง ค่อยๆ หาให้เจอครับ อย่ามัวมาหมกมุ่นกับเรื่องวุฒิ ฐานะศักดินาในสังคมเลยครับ คนเก่งๆ ที่ทำเรื่องเจ๋งๆ ระดับโลกสำเร็จหลายๆ คนไม่ได้มีวุฒิหรือศักดินาอะไรมากมายหรอกครับ (ไปดูใน Forbes หรือ Startup ชื่อดังในต่างประเทศก็ได้ครับ)

มองให้พ้นมายาคติพวกนี้ แล้วทำสิ่งที่ตัวเองทำได้ดีและรัก (และทำเงินให้ได้ด้วย) แล้วสังคมไทยจะเจริญขึ้นอีกเยอะครับ