Category: การตลาด

ความหมายของชื่อและโลโก้รถยนต์ มีประวัติศาสตร์น่าสนใจมากๆ

ด้วยความที่เป็นคนชอบขับรถ (แม้จะเริ่มขับช้ากว่าคนอื่นหลายๆ คน) และชอบศึกษาประวัติศาสตร์ เลยมักจะเข้าไปดูว่าอะไรที่เป็นที่มาให้เค้าตั้งชื่อ และออกแบบสัญลักษณ์ให้เราเห็น ซึ่งสื่อถึงวิธีคิดและสิ่งที่แบรนด์รถยนต์ต้องการแสดงถึงตัวตน และสื่อสารถึงคนขับขี่อย่างเราๆ แต่เนื่องจากแบรนด์มันมีเยอะมาก เลยขอเอาที่ผมสนใจและเป็นที่รู้จัก (และเอื้อมถึง) ของคนบ้านเราก่อน

Mercedes Benz

ที่มาของชื่อ แบรนด์นี้เกิดหลังจากที่ Daimler Motoren Gesellschaft (DMG) ได้รวมกิจการกับ Benz & Cie ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งคนที่ก่อตั้ง Daimler นั้นชื่อ Gottlieb Daimler แต่หลังจากที่ Daimler ตายไป คนที่เข้ามารับช่วงต่อคือ Wilhelm Maybach และ Emil Jellinek ซึ่งมีลูกสาวชื่อ Mercedes แปลเป็นภาษาอังกฤษว่า Grace ซึ่งแปลว่า ความสง่างาม

ส่วนคำว่า Benz นั้นแน่นอนว่ามาจากชื่อของ Karl Benz ซึ่งถือเป็นผู้สร้างรถยนต์ที่ใช้การได้จริงเป็นคนแรก

โลโก้ นั้นมีความหมายที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะบริษัทนี้ตั้งใจที่ผลักดันยนตรกรรมที่สามารถเดินทางได้ทั้ง พื้นดิน ทะเล และอากาศ จึงเป็นรูปดาว 3 แฉก ซึ่งก็คือเป้าหมายที่จะเป็นที่หนึ่งของโลกในยานพาหนะนั้นเอง

Slogan “The Best or Nothing”


BMW

ที่มาของชื่อ ตรงไปตรงมา ย่อมาจาก Bayerische Motoren Werke หรือแปลเป็นภาษาอังกฤษก็ตรงตัวคือ Bavarian Motor Works

โลโก้ รูปร่างมาจากใบพัดเครื่องบินของ Rapp Motorenwerke ซึ่งต่อมาควบรวมกิจการกับ BMW

สีมาจากธงแห่งชาติบาวาเรียน (รัฐหนึ่งในเยอรมนี) และสื่อถึงความหมาย “happy coincidence”

Slogan “Sheer Driving Pleasure”


Audi

ที่มาของชื่อ มาจากภาษาละติน ของนามสกุลผู้ก่อตั้ง August Horch (Horch -> Audi)

โลโก้ มาจากการควบรวมของบริษัท 4 บริษัทจนเป็นที่มาของ Auto Union (ชื่อก่อนที่จะเป็น Audi)

Slogan “Truth in Engineering” (ปัจจุบันไม่ได้ใช้แล้ว)


Volkswagen

ที่มาของชื่อ Volks = People คน, Wagen = Car รถ จึงเป็นการประสานเป็นหนึ่งเดียวของคนและรถ

โลโก้ จริงๆ แบรนด์นี้มีประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่เกียงไกรมาก (มีเกี่ยวกับนาซีฮิตเลอร์ด้วย) แทบจะต้องเขียนแยกออกมาอีกโพสต์นึงเลย แต่เอาสั้นๆ ก็อย่างที่เห็นคือเอาตัว V ไปวางบนตัว W นั่นเอง ง่ายไหม…

Slogan “Das Auto” = The Car ง่ายไปอีก…


Volvo

ที่มาของชื่อ มาจากภาษาละติน volvere มีความหมายว่า Roll หรือกลิ้งไปนั่นเอง เนื่องจากผู้สร้างตั้งใจสร้างรถที่สามารถทนทานต่ออากาศอันหนาวเย็นยะเยือกแถบสแกนดิเนเวีย หรือถนนที่แสนจะขรุขระนั่นเอง Volvo จึงคล้ายกับรถจะบอกคุณผู้ขับว่า “I roll”

โลโก้ มีการเข้าใจผิดว่าโลโก้นั้นเป็นสัญลักษณ์แทนเพศชาย ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ใช่..

สัญลักษณ์นี้จริงๆ มาจากแนวคิดแบบนักเคมีที่ใช้สัญลักษณ์เคมีโบราณของ “เหล็ก” ซึ่งผู้ก่อตั้งได้แรงบันดาลใจจากการทำงานในโรงงานเหล็กของสวีเดน ซึ่งขึ้นชื่อรือชาเรื่องการผลิตเหล็ก (ซึ่งได้รับการพิสูจน์ในสงครามโลกครั้งที่ 1)

Slogan VOLVO FOR LIFE ปลอดภัยกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

อย่าเรียกว่าได้ทำ Digital Marketing ถ้าคุณไม่สามารถวัดผลได้

ในช่วง 4-5 ปีหลัง ธุรกิจจำนวนมากได้ปรับตัวในด้านการตลาดของตนเองโดยมีการใช้เครื่องไม้เครื่องมือทางดิจิตอลเข้ามา โดยเฉพาะ Social Media Platform อย่าง Facebook, LINE และ Instagram แต่ปัญหาสำคัญที่มักพบคือ การวัดผลที่ยังไม่สามารถวัดผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุน (Return On Investment: ROI) ได้อย่างชัดเจน เรียกได้ว่าเป็นทำ Digital PR มากกว่า (คือการใช้สื่อดิจิตอลเพื่อทำประชาสัมพันธ์เท่านั้น) ไม่ได้มีการวัดสิ่งที่เรียกว่า “Conversion” หรือการเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจมาเป็นลูกค้าอย่างจริงจัง (เช่น เกิดการซื้อ) นอกจากนั้นในเชิง Customer Relationship Management (CRM) ก็ไม่ได้มีความต่อเนื่องกับ Campaign PR ที่ทำ รวมถึงขาดการตระหนักถึงการทำ Website ที่ดี ซึ่งเป็น Own Channel อย่างแท้จริง (ในขณะที่การใช้ Platform อื่นอย่าง Facebook ผมไม่ถือว่าเป็น Own Channel อย่างแท้จริง เพราะถ้า Facebook เปลี่ยนกฏบางอย่างที่ส่งผลกระทบรุนแรง หรือมีการปิดบัญชีของเรา นั่นเท่ากับว่าเราขาดช่องทางในการติดต่อกับลูกค้าไปโดยปริยาย) คนที่ทำ Digital Marketing มือสมัครเล่นจึงอาจจะคิดเพียงแค่ว่าคนส่วนใหญ่อยู่ใน Facebook หรือ Instagram เป็นหลัก การโปรโมทในช่องทางเหล่านี้หนักๆ ก็น่าจะตอบโจทย์สิ่งที่ธุรกิจต้องการแล้ว แต่หารู้ไม่ว่าพฤติกรรมคนส่วนใหญ่ก็ยังคงใช้ Search Engine อย่าง Google ในการค้นหาเรื่องที่ตนสนใจ ซึ่งการทำ Website ที่มีการทำ Search Engine Optimization (SEO) ที่ดี จะทำให้มีโอกาสที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะพบเจอสินค้าและบริการได้ง่าย โดยที่เราไม่เสียค่าใช้จ่ายทุกครั้งที่ทำการตลาด รวมถึงขาดมุมมองการสร้าง Metric ที่ใช้ในการวัดผลที่ดี (มือสมัครเล่นมักจะใช้การกด Like, Comment, Share เป็น Key Performance Indicator: KPI ของการทำงาน) ซึ่งถือเป็นการเสียโอกาสอย่างร้ายแรงสำหรับการทำการตลาดบนโลกดิจิตอลในปัจจุบัน

โดยปกติการทำ Digital Marketing ที่ดีมักจะอ้างอิงจาก Framework ที่ชื่อว่า RACE (Reach – Act – Convert – Engage)

จากภาพจะพบว่าทั้ง Reach – Act – Convert – Engage จะทำงานประสานกัน แต่สิ่งที่มักเป็นหลุมพลาง (pitfall) ของคนที่เชื่อว่าตนเองทำ Digital Marketing อยู่ แต่ไม่สามารถวัดผลตอบแทนเป็นตัวเงินได้อย่างชัดเจนคือขาดการทำ Act & Convert อย่างมีประสิทธิภาพ (หรือไม่ได้ทำเลย) Convert ในที่นี้อาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นการเกิด Order สินค้าแบบ e-commerce เสมอไป แต่อาจจะเป็นเป้าหมายอื่นๆ ที่ธุรกิจต้องการ เช่น การสมัครสมาชิก หรือลงทะเบียนรับข่าวสารก็ได้

ส่วน Engage ใน Framework นี้ก็อย่าไปสับสนกับ Engage ใน Social Media (Like & Comment & Share) เพราะ Engage ที่เกิดประโยชน์กับธุรกิจที่แท้จริงคือการ Engage ที่นำมาสู่ Retention (การเก็บรักษาลูกค้าให้อยู่กับเราอย่างต่อเนื่อง) หรือการทำ CRM นั่นเอง สิ่งที่หลายท่านคงทราบดีอยู่แล้วนั่นคือ โดยปกติแล้วการหาลูกค้าใหม่นั้นมักมีต้นทุนที่สูงกว่าการเก็บรักษาลูกค้าเดิมให้คงอยู่กับเราหลายเท่า การ Engage ที่ดีจึงเหมือนเป็นการปิดรูรั่ว อีกทั้งยังทำให้เกิดกระแสเงินสด (Cash Flow) อย่างต่อเนื่อง (ขึ้นกับ Business Model) ซึ่งเมื่อเราได้ภาพทั้งหมดนี้ เราจะสามารถประเมินสิ่งที่เรียกว่า Customer Lifetime Value (CLV) หรือมูลค่าของลูกค้าต่อคนโดยเฉลี่ย เพื่อนำไปคำนวณหาว่าเราจะใช้งบประมาณที่เหมาะสมในการ Reach และ Acquire ที่เท่าไหร่ที่จะทำให้เราไม่ขาดทุนกับการทำ Marketing

และประเด็นที่ผมจะสื่อคือ ทุกอย่างที่ผมกล่าวมาข้างต้น “วัดได้หมดครับ”

นั่นคือสาเหตุว่าทำไมเมื่อเราเลือกที่จะเดินเกมการตลาดบนโลกดิจิตอล และสิ่งสำคัญที่ดิจิตอลให้ได้ แต่การตลาดแบบดั้งเดิมให้ไม่ได้ ก็คือการวัดผลที่แม่นยำนั่นเองครับ รวมถึงสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว เพราะทุกๆ ขั้นตอน เราจะมีข้อมูลในมือในเวลาเกือบ Real Time ทำให้การทำการตลาดเกิดประสิทธิภาพสูงสุดอย่างแท้จริง นั่นคือสาเหตุว่าถ้าเราไม่ได้รับประโยชน์ตรงจุดนี้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย เพราะเครื่องมือนั้นมีให้พร้อมแล้ว แต่เราแค่ไม่ได้ใข้มันอย่างถูกวิธีเท่านั้นเอง

การเล่าเรื่อง Digital Marketing ให้ครบขั้นตอนเป็นเรื่องที่ยาวพอสมควร (แค่ SEO เรื่องเดียวก็มีเทคนิคร้อยแปดพันเก้าแล้ว) ซึ่งคงจะได้มาแชร์เป็นระยะในบทความถัดๆ ไปครับ หากตรงจุดไหนที่อ่านแล้วมีข้อสงสัยเพิ่มเติมก็สามารถแสดงความคิดเห็นด้านใต้บทความนี้ได้เช่นกันครับ

โน่นก็ QR Code นี่ก็ QR Code แต่จะสแกนอย่างไรให้ง่ายที่สุด

ปัจจุบันสินค้าและบริการจำนวนมากได้ใส่ QR Code ให้เราสแกนเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม ลงทะเบียน หรือดู Traceability ของสินค้า เช่น ที่มาของเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ แต่เชื่อว่าคนจำนวนมากยังงงๆ อยู่ว่าแล้วจะสแกน QR อย่างไรดี ต้องลงแอพไหม แล้วเลือกลงแอพตัวไหนดี วันนี้เลยหยิบเอาวิธีสแกน QR ให้ง่ายที่สุดมาให้ดูกัน โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ iPhone 6s ขึ้นไป ที่มีการรองรับ 3D Touch การสแกน QR จะยิ่งง่ายมากๆ

วิธีที่ 1 3D Touch ไปที่ Google Chrome จะมีเมนูให้เราสแกน QR ได้ทันที สแกนปุ๊บก็ Chrome ก็จะจัดการเปิดหน้าเว็บเพจที่ QR ชี้ไปโดยอัตโนมัติ

qr chrome

วิธีที่ 2 3D Touch ไปที่ LINE จะมีเมนูให้เราโชว์ QR ของตัวเอง และจากนั้นค่อยไปจิ้มที่ QR Reader ก็สามารถสแกนได้เช่นกัน แต่จะไม่ดีเท่า Chrome เพราะมีขั้นตอนเพิ่มขึ้น แถมต้องเปิดหน้าเพจจากในแอพ LINE ซึ่งไม่ดีเท่ากับการเปิดจาก Browser ตรงๆ อย่าง Chrome
ปล. ถ้าไม่มี 3D Touch ก็เปิดแอพตามปกติ แต่จะพบว่าต้องจิ้มหลายขั้นตอนไปหน่อย

qr line

วิธีที่ 3 ลงแอพมันซะเลย อันนี้เหมาะกับคนที่ใช้ iPhone 6 ลงไป ข้อเสียคือต้องมาลงแอพ แต่ข้อดีคือ แอพมันไม่ใหญ่ และลงเสร็จแล้วสแกนได้ง่ายมาก คือจิ้มที่แอพแล้วก็สแกนได้เลย ตัวแอพจะทำการเปิดหน้าเพจด้วย Browser ให้เราเสร็จสรรพ

qr app

จะเห็นได้ว่าการใช้ QR Code นั้นจะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก (สำหรับคนทั่วไป ที่ใช้งาน Smartphone ไม่คล่อง) ตอนนี้เลยมีเทคโนโลยีใหม่ๆ พยายามมาตอบโจทย์มากขึ้น หนึ่งในนั้นคือการใช้ Physical Web ซึ่งจะมีตัวอุปกรณ์ที่ชื่อ Beacon คอยปล่อยสัญญาณผ่าน Bluetooth โดยอัตโนมัติ และทำการโชว์ใน Notification ของอุปกรณ์ใกล้ๆ เสร็จสรรพ ไว้เดี๋ยวโอกาสหน้าจะเอามาพูดกันครับ

beacons
Beacons ตัวน้อยจะทำการปล่อยสัญญาณ Bluetooth ออกมา
physical web
มือถือที่อยู่ในรัศมีจะแสดง Notification แสดงข้อมูลให้จิ้มดูได้ทันที