Category: ไลฟ์สไตล์

ส่งของด้วย Kerry ระบบดีกว่าไปรษณีย์ไทยมาก แถมราคาไม่แพงอย่างที่คิด

ที่ผ่านมา พอจะส่งของ หรือขายของให้ใคร ผมก็มักจะใช้บริการไปรษณีย์ไทยเป็นหลัก เพราะเป็นมาตรฐานที่ใช้มานาน แต่ช่วงที่ผ่านมา ก็ไปใช้บริการที่เป็น Quick Service ซึ่งเค้าก็จะไปส่งให้ไปรษณีย์ไทยอีกต่อนึง (ก็จะมีชาร์จเพิ่ม) พอดีมีวันนี้คนที่อยากจะรับของเรียกร้องขอให้ผมส่งด้วย Kerry Express ซึ่งปกติผมก็ไม่เคยส่งด้วยวิธีนี้ เชยมาก 55 (มีแต่รับของผ่านการสั่งซื้อจากเว็บ e-commerce เช่น Lazada) แต่ช่วงหลังก็เริ่มคุ้นตาสาขาที่มาเปิด ซึ่งจริงๆ แล้วเราจะให้เค้ามารับของถึงบ้านเราเอง หรือไปส่งที่สาขาก็ได้ (ผิดกับไปรษณีย์ไทยที่ต้องไปเองอย่างเดียว)

แนะนำให้โหลดแอพ Kerry Express บน iOS หรือ Android (ทำแอพแนวนี้ในไทยแล้วได้ Rating ประมาณนี้ถือว่าแอพดีมาก)

หน้าตาแอพ สะอาด น่าใช้งาน

 

ดูสาขารอบๆ บริเวณของเราได้จากแอพ

 

เลือกได้ว่าจะไปเองที่สาขาแบบ Fast Lane เราเตรียมทุกอย่างไว้ก่อนแล้ว หรือให้ทาง Kerry มารับของถึงบ้าน (แต่กำหนดเวลามารับที่ชัดเจนไม่ได้ ต้องมีคนอยู่รอส่งได้ตลอดจริงๆ)

ในกรณีนี้งานรีบ งานด่วน เลยไม่ได้ใช้ฟังก์ชั่น Fast Lane ดูวิธีใช้งานที่นี่ และไม่ได้อยู่บ้านตลอด เลยไม่ได้ให้เค้ามา Pick ของที่บ้าน (แต่ในกรณีหลังควรต้องมีกล่อง Pack รอไว้เลย) เลยไปเองที่สาขา ซึ่งก็จะมีบริการต่างๆ พร้อมเหมือนไปรษณีย์ไทย แต่ดูทันสมัยกว่ามาก

ใครใช้ Rabbit LINE Pay ก็ได้ลดค่าส่งไปอีก

มีบริการกันกระแทกฟรีอีกต่างหาก (ถ้าเป็นไปรษณีย์ไทยต้องซื้อ)

มีบริการเทปกาวสีสันสวยงามแปะยี่ห้อ Kerry ให้บริการอีกตะหาก

 

เมื่อส่งแล้วก็จะได้รับใบแบบเดียวกันกับไปรษณีย์ไทยไว้ Track ของ ผิดกันที่ Kerry บันทึกลงแอพให้เองเสร็จสรรพ ถึงใบนี้หาย รายการส่งของเราก็ยังโชว์ในแอพ

เมื่อส่งเสร็จปุ๊บ รายการที่เราส่งก็จะขึ้นมาบนแอพทันที ไม่ต้องคอยไปกรอกดูสถานะในเว็บ

 

แถมมีระบบสมาชิก ทำให้ลุกค้าที่มาใช้บริการบ่อยได้รับประโยชน์อีกตะหาก ซึ่งไปรษณีย์ไทยไม่มีตรงนี้เลย

จากประสบการณ์การส่งในครั้งนี้ ทำให้รู้สึกว่าคราวหลังคงไม่ต้องใช้บริการ EMS ของไปรษณีย์ไทยละ เป็นถึงไปรษณีย์ไทยแต่สาขาก็น้อย (หรือเราอยู่ไม่ถูกที่เอง?) ราคาไม่ได้แตกต่างกันเท่าไหร่ แต่ประสิทธิภาพของขนส่งเอกชนอย่าง Kerry ดูดีกว่ามากจริงๆ ยิ่งถ้าขายของออนไลน์เป็นเรื่องเป็นราว จะยิ่งดีมาก เพราะทำทุกอย่างเสร็จผ่านระบบ Fast Lane พอไปถึงสาขาก็ไม่ต้องเสียเวลา และได้รับส่วนลดในระยะยาว

เชยมานาน พอเจอของดี เลยมาแชร์ซะหน่อย ท่านใดที่ยังไม่เคยลองใช้ แนะนำให้ลองดูเลยครับ

ถ้ามีข้อเสียใดๆ ก็จะมาเล่าสู่กันฟังต่อไปในอนาคต

ซื้อของออนไลน์ แค่ Lazada คงยังไม่พอ มาดู AliExpress, Amazon และ eBay กัน

ช่วงหลังการซื้อของออนไลน์เป็นเรื่องปกติ ในเมืองไทยก็มีหลายเจ้า และบางทีซื้อจากเมืองไทยก็อาจไม่เพียงพอ เพราะไม่มีขาย หรือมีขาย แต่ขายแพงเกิน วันนี้เลยมาเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของ E-Commerce แต่ละเจ้าทั้งไทยทั้งเทศ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการชีวิตการซื้อของออนไลน์ของทุกท่าน

Lazada

เริ่มที่หมายเลขหนึ่งในไทยอย่าง Lazada ซึ่งมีของตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบ (แต่ก็ไม่ได้ครบนะ) ข้อดีคือมีร้าน Official Shop แบรนด์ใหญ่ๆ มาเป็นพันธมิตรเลย บวกกับการเล่นโปรโมชั่นที่มีมาเป็นสีสันเรื่อยๆ (ช่วงหลังอย่าแปลกใจถ้ามันขี้เหนียวคูปอง เพราะมันขาดทุนมานาน ขอเอาคืนบ้าง) รวมถึงหน้าตา Interface ที่ใช้งานง่าย และดูดีกว่าเจ้าอื่นในไทยด้วยกัน แถมตอนคืนของ ก็คืนได้ง่ายมากที่ 7-11 แต่ข้อเสียตามประสา Marketplace คือ ร้านหรือคนขายที่ไม่ Official ชอบตั้งราคามั่วนั่นเอง (มั่วแล้วก็หั่นราคาที่ไม่มีอยู่จริงเล่น)

จุดแข็งของ Lazada คือการมีพันธมิตรใหญ่ๆ มาจับมือด้วย การที่ Apple มาวางสินค้าใน Platform นี้ถือเป็นเรื่องใหม่มากๆ แถมยังมีจัดโปรโมชั่นลดเยอะกว่าปกติอีก (Apple เป็นบริษัทที่แทบไม่จัดโปรอยู่แล้ว)
แต่อนิจจา ลดราคา แล้วของหมดเกือบทุกอันคืออัลไล??

Shopee

หนึ่งในเจ้าที่มาแรงที่สุดในตอนนี้ แถมบางทียังแซงยอดดาวน์โหลดจาก Lazada ใน App Store ด้วย จำนวนสินค้าดูจะไม่มากเท่า แต่ข้อดีคือมีความ Variety สูงตามประสา Marketplace (ซึ่งก็เป็นข้อเสียในตัว ทำให้ของดูมั่วๆ ในระดับนึง) จะเปลี่ยนสถานะเป็นคนขายก็ง่าย (มี Feeling ของ Kaidee ปนหน่อยๆ) ตอนจ่ายตังก็จะดูงงๆ กว่าหน่อยในครั้งแรก ส่วน Official Store ก็มีในระดับนึง แต่ไม่มากเหมือน Lazada

จะขายก็กดถ่ายรูปกันเลย ยังกะ Kaidee
ตอน Checkout ตอนแรกจะรู้สึกแปลกตาหน่อย (แถมยังจะมาขายของตอน Checkout อีก)

และที่ขาดไม่ได้ที่จะต้องแนะนำคือ บางทีของอย่างเดียวกัน ที่ Shopee กลับถูกกว่า Lazada และ 11Street มากๆ อันนี้ต้องระวัง (เพราะเกือบสั่งสินค้านี้จาก Lazada แล้ว แต่มาเปิดเจอที่ Shopee และสั่งจากที่นี่ก็ได้ของดีไม่แตกต่าง)

ราคาต่างกันเว่อร์ๆ

ทีนี้ ถ้ากลัวว่าตัวเองจะเผลอซื้อของราคาแพงโดนไม่ได้ตั้งใจ ก็มีแอพที่ช่วยตรวจเช็คราคาอย่าง Priceza (ซึ่งยังงงกับ Business Model ของมันอยู่ ว่าไอ้ Priceza นี่มันจะทำเงินเป็นเรื่องเป็นราวได้อย่างไร…)

เช็คก่อนปลอดภัยกว่า

11 Street

เจ้านี้มาทำตลาดแรงๆ ช่วงหลังๆ แต่เมื่อเทียบกับสองเจ้าบน ดูง่อยพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นหน้าตาแอพ ความง่าย และลูกเล่น เลยไม่ขอเอ่ยถึงมากนัก

แอพง่อย และพัฒนาช้า เหมือนไม่ค่อยมีคนพัฒนา (ยังไม่ support iPhone X เลย)

ว่ากันด้วยแอพต่างประเทศกันบ้าง

Amazon

เจ้าแรก เจ้าใหญ่ มีทุกสิ่งอันตัวจริงเสียงจริง แต่ข้อเสียสำหรับขาช้อปชาวไทยที่สำคัญคือ ค่าขนส่ง + ภาษี ถ้าของมีราคาประมาณนึงก็จะพอไหวกับค่าส่ง แล้วก็ไปลุ้นภาษีเอาว่าจะรอดหรือไม่รอด (ถ้าของใหญ่ๆ ไม่ได้หมายถึงขนาด แต่หมายถึงราคา มักไม่ค่อยรอด 55 จมูกศุลกากรเค้าดี) นอกจากนี้ของอีกหลายๆ อย่างก็ไม่สามารถ Ship มาที่ไทยได้ (เค้าจะแยกของที่สามารถสั่ง International ได้ออกจากโซน US ซึ่งมักจะราคาสูงกว่าเวอร์ชั่น US เช่น Kindle ด้านล่าง)

ตัวอย่างการสั่งซื้อ Kindle ค่าส่งพอได้ แล้วไปลุ้นภาษีเอา เคยสั่งครั้งนึง นานแล้ว ปรากฏว่ารอดภาษี คือตัวที่เค้าเขียนว่า Import Fees Deposit ชื่อ Deposit ก็คือกันเงินไว้เผื่อ อาจจะไม่ต้องจ่ายก็ได้ ถ้าไม่โดนเก็บ แต่ตอนตัดเงินกับ Amazon เค้าจะเรียกเก็บไปก่อน แล้วค่อยคืนตอนรอด
แต่ถ้าเอาไปสั่งหนังสือนี่จะไม่คุ้มเท่าไหร่ ค่าส่งก็เท่ากับค่าหนังสือแล้ว แต่ถ้าสั่งหลายเล่มก็ได้ลดลงไป แต่ก็ยังคิดค่าส่งแยกเป็นเล่มๆ ฉะนั้นจะซื้อต่อเมื่อหาไม่ได้จาก Kinokuniya บ้านเราเท่านั้น

AliExpress

เป็น Alibaba เวอร์ชั่นขายปลีกนั่นเอง เจ้านี้เด็ดดวงมาก เพราะก็คือเราไปหาซื้อของจีนในราคาจีน แถมส่วนใหญ่ไม่คิดค่าส่งอีกตะหาก เพราะส่งใกล้ๆ แค่จากจีน (อาจจะรวมในราคาสินค้า แต่ก็ยังถือว่าราคาดีมากๆ) จึงแนะนำมากๆ สำหรับผู้อ่าน เพราะของหลายอย่าง ซื้อในไทยแพงกว่าที่นี่ครับ แต่ข้อเสียคือ รอนานหน่อยเมื่อเทียบกับเจ้าของไทยอย่าง Lazada

หน้าจอใช้ง่าย สะอาดตา
ฟีเจอร์สุดยอดคือ เห็นของชิ้นไหนแล้วอยากซื้อก็ยกกล้องขึ้นมาถ่ายได้เลย แต่อันนี้ไม่แม่นนะ สแกน Fenix 5 แต่โชว์อะไรมาไม่รู้ 55
อันนี้หาซื้อตัวรอง Viewfinder ของกล้อง D750 ศูนย์ไทยคือแพงมาก และก็สาย Stainless 3rd Party ของ Garmin (เพราะราคาของแท้ แพงเว่อร์วังมาก)

eBay

เจ้านี้ดั้งเดิมแท้ๆ คือ เอาไว้ประมูล แต่ช่วงหลังๆ ก็ไม่ค่อยต้องประมูลแล้ว เพราะมักเอาของใหม่มาขายมากกว่า เลยตั้งราคาซื้อได้เลย บางครั้งอาจมีฟังก์ชั่นให้ต่อรองด้วย ของก็มาจากหลากหลายประเทศ ถ้าสั่งจากแถวจีน ฮ่องกง ก็มักจะไม่แพง (แต่แบบนั้นไปสั่ง AliExpress จะดีกว่า) เมื่อก่อนผมก็สั่งจากที่นี่บ่อย แต่ช่วงหลังขี้เกียจแล้ว เพราะหลายๆ ครั้งก็ไม่ได้ถูกกว่าซื้อในไทยนะ เหมาะกับการไปหาของหายากมากกว่า

ของเก่า ของสะสม ของหายาก ต้องมาหาที่นี่เลย
จะเห็นว่าการสั่งจากอีเบย์ไม่ได้ถูก แต่แค่มันมีของที่เราหาซื้อตรงๆ ในไทยไม่ได้ (Amazon ก็ไม่ส่ง) เท่านั้นเอง

สุดท้าย เรื่องการจ่ายเงินผ่าน eBay คือการใช้ PayPal เพราะตอนช่วงแรกที่ผมใช้ PayPal ก็คือตอนซื้อของจาก eBay นี่แหละ แต่จริงๆ แล้วพบว่ามีประโยชน์มาก เพราะการซื้อผ่าน PayPal เราจะมีอำนาจต่อรองอีกขั้นนึง นอกเหนือจาก Platform เช่น ซื้อของจาก Lazada ก็จะได้รับการปกป้องจาก Lazada ระดับนึงแล้ว แต่ถ้าจ่ายด้วย PayPal ก็จะได้รับการปกป้องจาก PayPal ด้วย ผมเคยมีกรณีที่ต้องการคืนสินค้ากับ eBay แล้วทางร้านยึกยัก ถ้าใช้ PayPal เคลียร์แล้วจบ (และมักจะเข้าข้างฝ่ายคนซื้อซะด้วย)

หน้าจอใช้งานง่าย ระบบรักษาความปลอดภัยสูง
ช่วงหลังมี PayPal.me เหมาะสำหรับรับโอนเงินได้เลย (ใครอยากบริจาคทำบุญทำทานเว็บนี้ก็เชิญเลยนะฮะ)

หวังว่าคงมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ ถ้ามีอะไรใหม่ๆ มาเพิ่ม จะมาเล่าสู่กันฟังใหม่

 

วิธีใช้บัตรเครดิตหลายธนาคารให้คุ้มที่สุด แถมไม่ต้องปวดหัวตอนจ่ายบิล

ผมเป็นคนหนึ่งที่มีบัตรเครดิตอยู่หลายธนาคาร (ไม่รู้แบงค์ชาติทำไมยอมให้มีได้เยอะขนาดนี้ 55) แน่นอนว่าแต่ละธนาคารย่อมเสนอผลประโยชน์เพื่อแข่งกัน คนที่ใช้หลายใบก็เลยได้อานิสงค์ไปด้วย (ไม่นับถึงคนที่ใช้จนเป็นหนี้หัวโตนะครับ) ทีนี้ปัญหายุ่งยากของคนที่ใช้บัตรหลายธนาคารก็คือตอนจ่ายเงิน ครั้นจะจ่ายจากธนาคารที่ตัวเองมีเงินเข้าเยอะไปยังธนาคารอื่น ก็เสียค่าธรรมเนียม ครั้นจะต้องคอยเอาเงินไปจ่ายหน้าเคาน์เตอร์ หรือเอาเข้าเครื่อง ADM ก็เสียเวลา (โดยส่วนใหญ่ก็ทำแบบนี้กันเดือนละครั้ง) แต่ตอนนี้มี Solution ที่ถือว่าใช้ได้เลยทีเดียว ซึ่งต้องขอบคุณเทคโนโลยีดิจิตอลที่ทำให้ชีวิตง่ายขึ้น แต่ก่อนอื่น ไหนๆ ก็ไหนๆ ขอรีวิวข้อดีข้อเสียของบัตรที่ผมถือคร่าวๆ (หวังว่าคงไม่ยาวไป) เผื่อจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านได้บ้าง

Citi ROP Select 
ข้อดี
– เจ้านี้โปรเยอะน่าจะที่สุด ได้ส่วนลดหลายอย่าง
– อัตราแลกไมล์ที่ 20 บาท = 1 ไมล์การบินไทย ถือว่าค่อนข้างดี (แต่ก็ไม่ได้ดีมากนะ)
– แอพอัพเดท Transaction เร็วมาก
– ระบบจดจำเสียง Biometric ทำให้ Call Center ดูปลอดภัยกว่าชาวบ้าน (บอกตรงๆ ที่ Call Center บัตรถามนี่ ไม่ได้ยากเลย ถ้าเรารู้เรื่องของคนที่ถือบัตรดีพอ ก็ตอบแทนได้แล้ว)
ข้อเสีย
– เกรียน ชอบยัดเยียดสิ่งที่เราไม่ต้องการโดยไม่จำเป็น
– บัตร ROP เสียสิทธิ์หลายอย่างที่บัตรอื่นของ Citi มี นั่นคือไม่มีแต้มแบบบัตรอื่น เติมน้ำมัน Shell ก็ไม่ได้ส่วนลด
– ต้องคอยเวฟ เพราะเรทเวฟอัตโนมัติสูง (ต้องใช้ครบ 300,000 บาท) ถ้าเวฟไม่ได้ก็ปล่อยไปเถอะ
– การจ่ายเงินไม่สะดวก ต้องคอยไปจ่ายตามโลตัส บิ๊กซี (แต่ดีหน่อย ช่วงนี้มีโปรจ่ายผ่าน K-PLUS ไม่เสียค่าธรรมเนียม แต่ปรับยอดช้านะ)

Krungsri Signature
ข้อดี
– โปรเยอะเป็นอันดับต้นๆ
– พอเป็น Signature ก็จะได้สิทธิ์ที่ค่อนข้างดีขึ้นมาหน่อย เช่น ดูหนังฟรี 2 ที่ในเดือนเกิด เป็นต้น (พวกลดอาหารโรงแรม หรือลดตั๋ว Embassy ไม่ได้ใช้ ไม่มีตัง หรูไป)
– แอพดีมากๆ สะอาด ใช้ง่าย แต่ก็ยังมีจุดให้ปรับปรุงอยู่บ้าง
– สาขาธนาคารคนไม่เยอะ ฝากเงินง่าย
– Signature Call Center โทรติดง่ายมาก ไม่ต้องคอยกด 0 กด 1 หรือรอสายให้เสียเวลา
ข้อเสีย
– เฉพาะใบนี้ต้องใช้ให้ครบ 300,000 ถึงจะเวฟอัตโนมัติ (ใครแม่งจะคอยไปใช้ให้ครบ 300,000 ตลอดวะ ไม่ใช่สายเปย์เฟ้ย)

UOB Privimiles
ข้อดี
– 18 บาท = 1 ไมล์
– ไม่แน่ใจว่าเป็นข้อดีไหม ปกติใบนี้ต้องใช้ครบ 2-300,000 ถึงจะเวฟอัตโนมัติ แต่ที่สมัครใบนี้เพราะถูกอัญเชิญให้สมัคร และบอกว่าไม่มีค่าธรรมเนียมตลอดไป (มันจะตอแหลไหม ต้องรอดู)
ข้อเสีย
– โปรน้อยกว่าชาวบ้าน
– ส่งใบแจ้งยอดเป็นกระดาษเท่านั้น ไม่สามารถส่ง e-statement ได้ ต้องคอยมานั่งย่อยกระดาษ (ผมเกลียดกระดาษมาก ขอบอก)
– แอพค่อนข้างใช้ยาก
– สาขาธนาคารมีน้อย บางสาขาไม่มีตู้ ADM อีกซะงั้น

KBank Platinum
ข้อดี
– โปรโดยรวมดี แม้ช่วงหลังจะแผ่วๆ (ตอนนี้ออกบัตรใหม่ Passion แต่ขอบาย ขี้เกียจคอยทำยอดเพื่อเวฟ)
– แอพดี ไม่สวยเท่ากรุงศรี แต่ทำงานได้ครบดี
– เนื่องจากชีวิตประจำวันของคนส่วนใหญ่จะใช้ธนาคารนี้ การมีบัตรของธนาคารนี้จึงมีความจำเป็นนิดๆ
– เงื่อนไขเวฟง่าย แค่ใช้ครบ 12 ครั้ง ไม่นับยอด เอาไปจ่ายบิลค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์ ตัดอัตโนมัติทุกเดือนก็ฟรีค่าธรรมเนียมแล้ว
ข้อเสีย
– ไม่ค่อยมี ถ้าใช้ฟรี ก็ถือไปเถอะ ในบรรดาทั้งหมดก็ถือเจ้านี่นานสุดละ

BBL AirAsia
ข้อดี
– โปรเติมน้ำมัน Esso, Caltex ลด 3% มีเกือบตลอด ชอบมาก
– ได้ Big Point AirAsia
– จ่ายค่ากองทุนบัวหลวงก็สะดวก
– อัตราเวฟอัตโนมัติต่อปีที่ 5,000 แค่เติมน้ำมันสองเดือนก็ผ่านแล้ว
ข้อเสีย
– ชอบส่งโปรแบบหว่านทางอีเมล์มาเยอะมาก (Opt-out ก็ไม่ได้ หาไม่เจอ) คือไม่ได้รู้จักพฤติกรรมลูกค้าเป็นรายบุคคล สร้างความน่ารำคาญ (เป็นทุกเจ้า แต่เจ้านี้เยอะสุด)

TMB So Fast
ข้อดี
– ทุกอย่างที่เกิน 1,000 บาท สามารถผ่อน 0% 3 เดือนได้หมด ทำรายการได้เองก็ง่ายผ่านเว็บ เหมาะกับความจำเป็นในการใช้แบบฉุกเฉินมาก (แต่พึงรู้ว่าถ้าใช้สิทธิ์นี้จะไม่ได้แต้ม ได้อย่างก็ต้องเสียอย่างนะ)
– แอพบนเว็บดี ใช้ง่าย
– ฟรีค่าธรรมเนียม ถือเฉยๆ ก็ฟรี ไม่ต้องคอยมาสนใจเรื่องเวฟ
ข้อเสีย
– โปรน้อยกว่าชาวบ้าน (แต่ก็มักต่างจากชาวบ้าน)
– แอพมือถืองี่เง่า ถ้าไม่มีบัตร ATM คือใช้แอพไม่ได้

นี่ก็เป็นข้อดีคร่าวๆ เผื่อท่านใดมีความต้องการคล้ายๆ ข้อดีของบัตรจะได้เอาไปพิจารณานะครับ

เอาล่ะเรามาดูว่าวิธีจ่ายบิลที่ว่าง่ายนั้นทำกันอย่างไร ยกตัวอย่าง ผมมีบัญชีเงินเดือนของงานประจำเข้าทาง SCB (แต่ไม่ใช้บัตรเครดิต SCB ซะงั้นนะ) สมมติว่าผมต้องเอาเฉพาะเงินจาก SCB ไปจ่ายค่าบัตรเครดิต “ถึง 6 ธนาคารอื่น”

วิธีแรก PromtPay
ปกติแล้ว PromtPay จะอ้างอิงตามบัตรประจำตัวประชาชน กับหมายเลขโทรศัพท์มือถือ และการผูกบัญชีกับ PromptPay ก็แสนง่ายและรวดเร็ว
โดยเราสามารถผูกบัตรประชาชนไว้กับธนาคาร A
และผูกหมายเลขโทรศัพท์มือถือไว้กับธนาคาร B (สรุปโอนฟรีสองธนาคารแล้ว)
และเนื่องจาก PromptPay สามารถโอนเงินได้ครั้งละมากๆ โดยไม่มีค่าธรรมเนียม เราจึงควรผูกกับธนาคารที่เรามียอดค่าใช้จ่ายเยอะ

วิธีที่สอง True Money
อันนี้ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียใดๆ กับผู้สร้างแอพนี้ แต่เห็นว่ามันสะดวกและมีประโยชน์ คือเจ้าแอพนี้ ณ ขณะนี้ ฟรีค่าธรรมเนียมในการโอนแทบจะทุกอย่าง และที่สำคัญคือสามารถจ่ายบัตรเครดิตได้แทบจะทุกธนาคาร (ยกเว้น Citi ..)

โดยเราสามารถนำเงินไปใส่เข้า True Money ได้ง่ายๆ ผ่านช่องทาง SCB (ตอนผูกบัญชีมีแถมตังมาให้ร้อยนึงด้วย ไม่รู้หมดโปรยัง) ซึ่งสามารถเติมเงินเข้าครั้งนึงได้ถึง 30,000 บาท

หรือจะโอนผ่าน KBANK ก็ได้ แต่จะได้น้อยกว่าคือแค่ครั้งละ 3,000

ทีนี้ จาก True Money เราก็สามารถจ่ายบิลบัตรของธนาคารที่เหลือได้หมดแล้ว แต่ข้อเสียคือต้องใช้เวลา 2 วันทำการ ถ้าบิลไหนต้องจ่ายด้วย True Money ก็อย่าไปจ่ายตอนวันครบกำหนด เดี๋ยวจะมีปัญหา (โดยส่วนตัวจ่ายทันทีที่ได้รับ e-statement อยู่แล้ว)

ก็หวังว่าที่เขียนมานี่จะมีประโยชน์ต่อคนที่ใช้บัตรเครดิตหลายธนาคารไม่มากก็น้อยนะครับ (ไปๆ มาๆ รีวิวบัตรซะเยอะ 55)