Category: หนังสือ

เมื่อชีวิตการทำงานมันไม่ควรต้องยุ่งเหยิง (It doesn’t have to be crazy at work)

หนังสือใหม่ It doesn’t have to be crazy at work จาก Jason Fried ผู้ที่เคยเขียนเรื่อง Rework อันโด่งดัง เริ่มจากเห็นปัญหาที่ไม่ควรจะเกิดในชีวิตคนทำงาน และเสนอทางแก้ (ซึ่งควรจะเป็นเจ้าของบริษัท SMEs หรือผู้บริหารระดับโคตรสูงในองค์กรขนาดใหญ่ถึงจะทำได้)
Jason เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทซอฟท์แวร์ชื่อ Basecamp ซึ่งแนวทางที่เขาใช้ควรจะเป็นต้นแบบของการทำงานในยุคสมัยใหม่อย่างแท้ทรู พอเห็นเล่มนี้จึงคันมือกดซื้อใน Kindle เรียบร้อย (ขี้เกียจรอสั่งเป็นเล่มจาก amazon)
 
ตัวอย่างเนื้อหา (ซับนรก by kongwiz)
Why so crazy? (ทำไมมันถึงยุ่งเหยิง บ้าบอ นัก)
1. The workday is being sliced into tiny, fleeting work moments by an onslaught of physical and virtual distractions.
(วันๆ นึงถูกซอยเป็นเวลาย่อยๆ ทั้งตัวเป็นๆ และบนหน้าจอ)
2. an unhealthy obsession with growth at any cost sets towering, unrealistic expectations that stress people out.
(หมกมุ่นกับการเติบโตซะจนสร้างความคาดหวังเว่อร์ๆ ที่ทำให้คนเครียดเกินจำเป็น)
 
Sustained exhaustion is not a badge of honor, it’s a mark of stupidity.
(การเหนื่อยแบบหมดพลังแม่งทุกวัน ไม่ใช่เรื่องน่าภูมิใจ แต่มันคือสัญญาณแห่งความงี่เง่ามากกว่า)
People are working more but getting less done. It doesn’t add up – until you account for the majority of time being wasted on things that don’t matter.
(คนทำงานมากแต่ได้ผลน้อย และมันจะไม่ดีขึ้น จนกว่าจะหยุดไปทำสิ่งที่มันไม่ได้มีค่าให้ควรทำ)
 
The answer isn’t more hours, it’s less bullshit. Less waste, not more production. And far fewer distractions, less always-on anxiety, and avoiding stress.
(คำตอบในการแก้ปัญหาไม่ใช่จำนวนชั่วโมงการทำงานที่เพิ่มขึ้น แต่ทำเรื่องงี่เง่าให้น้อยลงตะหาก และสร้างบรรยากาศที่เกิดการรบกวนและกังวลใจให้น้อยที่สุด จะได้หลีกเลี่ยงความเครียดที่ไม่จำเป็น)
 
Stress is passed from organization to employee, from employee to employee, and then from employee to customer. Stress never stops at the border of work, either. It bleeds into life. It infects your relationships with your friends, your family, your kids.
(ความเครียดถูกส่งต่อจากองค์กรสู่พนักงาน จากพนักงานสู่พนักงาน และจากพนักงานสู่ลูกค้า ความเครียดไม่เคยหยุดที่งาน มันไหลเข้าไปในชีวิต ติดเชื้อไปยังความสัมพันธ์กับเพื่อน ครอบครัว และลูกๆ คนคุณ)
If it’s constantly crazy at work, we have two words for you: Fuck that. And two more: Enough already.
(ถ้ามันบ้าบอแบบนี้ต่อไป มีสองคำให้เลือก: ช่างแม่มัน และอีกคำ พอได้แล้วมรึง)
For nearly 20 years we’ve been working at making Basecamp a calm company. One that isn’t fueled by stress, or ASAP, or rushing, or late nights, or all-nighter crunched, or impossible promises, or high turnover, or consistently missed datelines, or projects that never seem to end.
And yet we’ve been profitable every year we’ve been in business.
(เกือบ 20 ปี ที่ทำ Basecamp เป็นบริษัทอันแสนสงบ ไม่ได้เติมเชื้อเพลิงความกดดัน, ขอรีบขอเร็วที่สุด, รีบจนทำงานดึกดื่น, ให้คำสัญญาเกินจริง, ไม่มีอัตราลาออกที่สูง, ไม่ผิด deadline เป็นประจำ หรือไม่มีโครงการที่แม่งไม่มีทางเสร็จ ซึ่งเราแม่งก็กำไรทุกปีตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา)

What’s our market share? Don’t know, don’t care. It’s irrelevant. Do we have enough customers paying us enough money to cover our costs and generate a profit? Yes. Is that number increasing every year? Yes. That’s good enough for us. Doesn’t matter if we’re 2 percent of the market or 4 percent or 75 percent. What matters is that we have a healthy business with sound economics that work for us. Costs under control, profitable sales.
(แล้วส่วนแบ่งทางการตลาดล่ะ? ไม่รู้ ไม่ได้สนใจ มันไม่ได้เกี่ยวข้องใดๆ เรามีลูกค้ามากพอที่จ่ายเงินให้เราเพียงพอที่จะจัดการต้นทุนและสร้างกำรไรได้ จำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี แค่นี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับเรา มันไม่ได้สำคัญอะไรเลยถ้าเรามีส่วนแบ่ง 2%, 4% หรือ 75% สิ่งสำคัญคือเรามีธุรกิจที่สถานะการเงินดี คุมต้นทุนได้ มีกำไรจากการขาย)

“Comparison is the death of joy”
(การมัวแต่เปรียบเทียบเป็นจุดจบของความสนุก)

ต้องบอกว่าบริษัทพี่เค้าน่าทำงานเป็นอย่างยิ่งครับ บริษัทเค้าเปิดมานานเป็น 20 ปี การแข่งขันก็สูง แต่ก็อยู่กันได้อย่างดีจนถึงตอนนี้
เดี๋ยวถ้าอ่านจบและมีเวลาจะมาสรุปในภาษาตัวเองทั้งหมดให้อีกที
ใครสนใจอยากอ่านก็ไปกดซื้อกันได้ที่ It doesn’t have to be crazy at work

Your Money Or Your Life: เงินหรือชีวิต ต้องเลือกด้วยหรือ?

ช่วงที่ผ่านมาได้ใช้พยายามปรับสมดุลของชีวิต ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ การงาน ความสัมพันธ์ และเป้าหมายในชีวิต ซึ่งได้เห็นหลายท่านแนะนำหนังสือเล่มนึงชื่อ Your Money Or Your Life หรือในฉบับแปลไทยคือ เงินหรือชีวิต ที่ทาง openbooks ได้นำมาแปลไว้ (และจำหน่ายในราคาที่แพงเมื่อเทียบกับกระเป๋าตังคนไทย) ซึ่งจากการที่อ่านจนจบแล้วก็พบว่ามีหลายอย่างที่ชวนให้ฉุกคิด เช่น การเทียบ “เงินที่เราเอาเวลาไปทำงานแลกมา” ให้เป็นหน่วยที่เรียกว่า “พลังชีวิต” และความคิดที่มีต่อเงินอย่างถูกต้อง (ไม่มองเงินเป็นพระเจ้า ขณะเดียวกันก็ไม่มองว่าเป็นสิ่งชั่วร้าย) ถึงแม้ว่าโดยภาพรวมในเล่มหนาๆ นี้จะมีน้ำเยอะไปหน่อยก็ตาม (ถ้าไม่ชอบความเวิ่นเว้อ ไม่แนะนำให้ซื้อ) โดยสรุปสามารถดูจากบทส่งท้ายคือ Epilogue: 9 Magical Steps to Create a New Road Map ได้เลย ซึ่งผมก็จะสรุปในมุมมองส่วนตัว และสิ่งที่ได้ตามนี้

  • ยอมรับอดีต หนังสือกระตุ้นให้เราสรุปว่าในชีวิตที่ผ่านมาเราหาเงินได้เท่าไหร่ แปลงเป็นสินทรัพย์ (หรือของฟุ่มเฟือย) เท่าไหร่ เพราะหลายคนไม่เคยทำเรื่องนี้จนไม่สามารถรู้ได้ว่าจริงๆ มีเงินไหลเข้ามาเท่าไหร่ (หลายคนเป็นหนี้มากกว่าทรัพย์สินหลายเท่า) เพื่อให้รู้สถานะที่แท้จริงของตัวเอง เพื่อให้ตั้งเป้าหมายได้อย่างสอดคล้อง เค้าเทียบงบดุลในชีวิตเราเหมือนกับงบดุลของบริษัทซึ่งเราจะต้องรู้ก่อนว่าปัจจุบันเราอยู่สถานะอย่างไร และยอมรับมันอย่างซื่อตรง และที่สำคัญทำให้รู้ว่าเท่าไหร่จึงจะเรียกว่า “พอ” รวมถึงทำให้เราเห็นชัดๆ ว่าสิ่งบางอย่างที่เราซื้อมานั้นไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ

ผลของการใช้จ่ายเงินเกินจุดที่จำเป็น

  • ติดตามพลังชีวิตตัวเอง ตรงนี้เค้าให้นำรายได้จากข้อแรกมาลบต้นทุนต่างๆ ที่เราใช้ในชีวิตโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการทำงาน เช่น ค่าเดินทาง เวลาเดินทาง ค่าอาหาร ความเครียด(จากงาน) ความบันเทิงเพื่อคลายความเครียด(จากงาน) ค่าเสียโอกาส(จากงาน) ซึ่งตรงนี้น่าสนใจมาก เช่น
    – งานบางอย่างได้รายได้ดี แต่ถ้าเราเครียดเกินไป ก็จะทำลายสภาพจิตใจและส่งผลต่อสุขภาพชีวิตอีกหลายส่วน
    – งานบางอย่างอยู่ไกลจากที่พักอาศัย ต้องฝ่าลดติด เสียเวลา เสียสุขภาพจิต เสียค่าน้ำมัน
    – งานบางอย่างมีรายได้พอกิน ใกล้ที่พักอาศัย ไม่เครียดเกินไป แต่ไม่สามารถก้าวหน้าได้ ก็เสียสุขภาพจิต รู้สึกไร้ค่า->เริ่มป่วยทางจิต และส่งผลต่อรายได้ที่ควรจะมีเพิ่มในอนาคต
    ซึ่งแต่ละคนก็จะเผชิญกับสถานะที่แตกต่างกันไป เราจึงควรรู้ว่า พลังงานชีวิตต่อ 1 ชั่วโมง ถูกแลกมาเป็นเงินจริงๆ เท่าไหร่หลังหักค่าใช้จ่ายเหล่านี้ออกไป ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมการตัดสินใจเลือกว่าเราจะทำงานอะไร และเปลี่ยนวิธีการใช้เงินของเราไปในทันทีเลย ทำให้การใช้จ่ายแต่ละครั้งของเรานั้นสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของเราเอง โดยไม่ต้องอ้างอิงกับใคร
  • คำถาม 3 ข้อเกี่ยวกับทุกรายจ่าย ที่ให้เราถามตัวเองเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง
    ฉันได้รับความพึงพอใจอย่างสมน้ำสมเนื้อกับพลังชีวิตที่ใช้ไปไหม ทำให้ฉุกคิดทุกครั้งว่าอะไรควรซื้อ หรือไม่ควรซื้อ
    การใช้พลังชีวิตนี้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายในชีวิตเราไหม ไม่แน่ว่าการเที่ยวรอบโลกอาจไม่ได้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายในชีวิตก็ได้ การซื้อบ้านหลังใหญ่อาจจะไม่ใช่จุดมุ่งหมาย หรือรถยนต์สุดหรูก็อาจไม่ได้เป็นสาระกับชีวิตจริงๆ
    การใช้จ่ายจะเปลี่ยนไปไหม ถ้าไม่ต้องทำงานแล้ว ตรงนี้สำคัญมากว่าถ้าการใช้จ่ายของเราไม่เปลี่ยน เราจะรู้ได้ทันทีว่าจะสร้าง passive income (เงินที่ได้โดยไม่ต้องทำงาน) เท่าไหร่ เราจะสามารถหยุดทำงาน และใช้ชีวิตได้อิสระจากใจเราจริงๆ
  • ลงทุน ลงทุน และลงทุน การมีชีวิตที่ไม่ต้องเป็นพันธนาการกับการใช้เวลาทำงานแลกเงิน ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเบาสบาย การลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงยขึ้นจึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุด เช่นตัวผมเองมีจุดมุ่งหมายในชีวิตที่จะอยู่แบบเงียบๆ ปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์ ปลูกผักกินเอง เดินทางท่องเที่ยวบ้าง ไม่ต้องวุ่นวายกับใคร แต่ถ้าไม่มีเงินที่จะได้โดยไม่ต้องทำงาน ก็จะมีห่วง มีพะวง และอาจเกิดปัญหาในการใช้ชีวิตหลายอย่างได้ จึงเริ่มหันมาลงทุนเต็มที่ โดยเงินที่หามาได้ส่วนใหญ่ก็จะนำไปลงทุนทันที ยิ่งทำได้เร็ว อิสระในชีวิตก็จะมาเร็วตามไปด้วย (แต่ถ้าบางคนมีจุดมุ่งหมายที่ต้องใช้เงินเยอะ ก็จะต้องหาวิธีวางแผนหาเงินให้ได้เยอะตามไปด้วย)

เมื่อถึงจุดที่เงินที่ได้จากการลงทุน (เส้นสีเขียว) ตัดผ่านเส้นรายจ่าย (สีน้ำเงิน) ความเป็นอิสระในชีวิตจะบังเกิด

เงินไม่ได้เป็นเงื่อนไขโดยตรงกับความสุข แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องมีตามความจำเป็นของแต่ละคนอย่างเลี่ยงไม่ได้ การวางแผนสิ่งเหล่านี้จึงเป็นความจำเป็นยิ่งยวดที่ต้องรีบทำ

ทั้งนี้ผมเชื่ออย่างสุดใจว่า ความสุขเป็นสิ่งที่ไม่ต้องรอจนมีเงินเยอะถึงจะมีได้ ความสุขอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ มองทุกอย่างด้วยใจเป็นกลาง ทำงานที่ตัวเองถนัดและรู้สึกถึงคุณค่า คบหาคนที่เราสบายใจ วางจิตใจต่อเรื่องราวต่างๆ ของชีวิตให้เหมาะสม ท่ามกลางยุคที่สังคมมีผู้ป่วยซึมเศร้าสูงสุดในประวัติศาสตร์ ผมอยากให้ทุกคน หยุด และพิจารณา แล้วจะได้รู้ว่าชีวิตที่เกิดมานี้ อยู่เพื่ออะไร และมีค่าอย่างไร

ขอบคุณครับ

7 Habits of Highly Effective People

สรุปหนังสือ 7 Habits of Highly Effective People ภายใน 5 นาที

หนังสือ 7 Habits of Highly Effective People โดย Stephen Covey จัดเป็นหนังสือสุดคลาสสิกที่ได้รับความนิยมสูง มีการตีพิมพ์หลายครั้ง และมีการจัดหลักสูตรอบรมมากมาย ผมจึงสรุปหลักไว้ให้สำหรับคนที่ไม่มีเวลาอ่าน/อบรม แต่ต้องการที่จะเข้าใจและจำเนื้อหาหลักให้ได้ในเวลาสั้นๆ เพราะจริงๆ แล้วผู้เขียนหรือนักวิจารณ์ก็เห็นตรงกันว่า Covey ไม่ได้คิดสิ่งใหม่ แต่เป็นการจัดสิ่งที่มีอยู่แล้วให้เป็นข้อๆ เพื่อความชัดเจนในการนำไปปฏิบัติ

อุปนิสัยที่ 1: Be Proactive
คนจำนวนไม่น้อยเฝ้าบ่นกับสิ่งที่ตัวเองไม่สามารถเปลี่ยนหรือไปแก้ไขอะไรได้ แต่เพราะเหตุใดคนถึงเลือกทำเช่นนั้นล่ะ ? ก็เพราะการบ่นนั้นใช้พลังงานน้อยกว่ามากกว่าการลงมือทำไงล่ะ !! ในขณะที่คนที่มีประสิทธิภาพจะหยุดบ่นและโฟกัสไปที่สิ่งที่ตัวเองควบคุมได้เท่านั้น

อุปนิสัยที่ 2: Begin with the end in mind
ธรรมชาติของมนุษย์มักต้องการให้ผู้อื่นจดจำในฐานะบุคคลที่ประสบความสำเร็จ มีประโยชน์ และน่าชื่นชม แต่การสร้างเหตุที่จะได้มาซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้มักต้องใช้ความกล้าและแรงจูงใจที่สูงพอ ฉะนั้นการที่เราเคลียร์จิตใจและเริ่มต้นจากจุดที่ว่าวันนี้อาจเป็นวันสุดท้ายของชีวิต จะทำให้เราตื่นตัวอยู่เสมอว่าเราไม่ได้มีเวลาเหลือเฟือที่จะมาทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์หรือไร้สาระ

อุปนิสัยที่ 3: Put First Things First
ในขณะที่เราต้องการครอบครัวที่มีความสุข สุขภาพที่แข็งแรง แต่เรากลับใช้เวลาไปกลับสิ่งที่ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น เช่น การดูทีวี หรือเล่นเกมไปวันๆ ง่ายๆ พอคนอื่นถามว่าอยากทำอะไร เรามักจะตอบว่า อยากออกกำลังกาย อยากใช้เวลากับครอบครัว แต่สิ่งที่ทำกลับไม่ได้ใกล้เคียง การจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ในชีวิตจึงเป็นหนึ่งในอุปนิสัยที่ควรกระทำ

อุปนิสัยที่ 4: Think Win-Win
ลองจินตนาการว่ามีนักเขียนสองคนเขียนหนังสือขาย นักเขียน A อ่านหนังสือของนักเขียน B แล้วชอบ เพราะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ จึงได้ทำการแชร์ไปยังกลุ่มผู้อ่าน ซึ่งผู้อ่านก็จะได้รับสิ่งที่มีประโยชน์ ขณะเดียวกันผู้อ่านก็จะติดตามนักเขียน A ไปด้วยในฐานะที่นำเรื่องดีๆ มาบอกต่อ อุปนิสัยนี้คือ การคิดแบบชนะทั้งสองฝ่าย ซึ่งตรงกันข้าม ถ้านักเขียน A ไปสร้างไอดีปลอมเพื่อมาเขียนรีวิวแย่ๆ ของนักเขียน B ไม่ช้าก็จะถูกจับได้ และยังไม่เกิดประโยชน์ใดๆ อีกด้วย เพราะชีวิตไม่จำเป็นต้อง zero sum game นะ

อุปนิสัยที่ 5: Seek first to understand, then to be understood
นึกภาพเราเป็นบล็อกเกอร์คนหนึ่งที่ลงทุนลงแรงไปกับการสร้างเนื้อหามาก แต่กลับไม่มีคนสนใจติดตาม ซึ่งถ้าเอาแต่โวยวายว่าทำไมไม่มีคนติดตาม ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะตราบใดที่เนื้อหาที่ทำไม่มีประโยชน์ ก็ไม่มีใครสนใจหรอกว่าคุณจะทำงานหนักแค่ไหน กับการสร้างเนื้อหาที่ไม่มีประโยชน์ จริงไหม ? (คนทั่วไปเขาไม่ใช่พ่อแม่คุณนิ) สิ่งที่ควรทำคือพยายามเข้าใจผู้อ่านก่อน แล้วผู้อ่านก็จะเริ่มเข้าใจในตัวเรานั่นเอง

อุปนิสัยที่ 6: Synergize
จิตนาการว่ามีคนอยู่ 5 คนต้องการเก็บแอปเปิล แต่แอปเปิลนั้นอยู่สูงเกินกว่าจะเก็บได้ ซึ่งถ้าคน 5 คนนั้นต่างคนต่างเก็บ สุดท้ายก็จะไม่ได้อะไรเลย ก็คือ 0 + 0 + 0 + 0 + 0 = 0 แต่ถ้าคนทั้ง 5 ร่วมมือกัน (อาจจะต่อตัวกันหรืออะไรก็ตามที) ผลลัพธ์ที่ได้อาจนำมาสู่การเก็บแอปเปิลได้ หรือก็คือ 0 + 0 + 0 + 0 + 0 = 5 ได้นั่นเอง

อุปนิสัยที่ 7: Sharpen the Saw
มนุษย์ออฟฟิสคนหนึ่งทำงานเดิมๆ ด้วยวิธีเดิมๆ และได้ผลลัพธ์เดิมๆ ที่ไม่ดีกว่าเดิมเป็นเวลาเนิ่นนาน แต่ครั้นจะบอกให้ไปพัฒนาทักษะ กลับบอกว่า “ไม่มีเวลา” ไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเข้ายิมออกกำลัง นั่งสมาธิ อ่านหนังสือ เรามักจะผัดผ่อนไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว ด้วยเหตุว่าเรามัวแต่โฟกัสเฉพาะแต่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจนหารู้ไม่ว่า สิ่งที่จะช่วยลับเลื่อยของเรานั้น เมื่อเทียบแล้วใช้เวลาน้อยกว่ามาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือประสิทธิภาพที่สูงขึ้นในระยะยาว

หรือถ้าใครไม่ถนัดอ่านก็รับชมวีดีโอนี้แทนได้ครับ (แต่เป็นภาษาอังกฤษนะ)