Category: ภาพยนตร์

คนกล้าคืนถิ่น

ประสบการณ์ คนกล้าคืนถิ่น กับหนังเรื่อง Into the Wild

ในช่วงเวลาแห่งการหยุดทำความเข้าใจกับตัวเองที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเข้าร่วมโครงการชื่อว่า คนกล้าคืนถิ่น (สำหรับผมน่าจะเรียกว่า “คนกล้าหนีถิ่น” มากกว่า) ซึ่งเป็นโครงการที่เหมือนเป็นการสร้างจุดเริ่มต้นให้กับคนที่สนใจทำเกษตร(อินทรีย์) ไม่ว่าจะมีที่ดินแล้วหรือยังไม่มีก็ได้ ประจวบเหมาะกับการที่พ่อผมกำลังจัดการพื้นที่ที่เค้าเคยซื้อไว้ที่นครปฐมพอดี ก็เลยใช้ช่วงที่ยังว่างนี้เข้าร่วมโครงการ โดยได้ไปพักที่บ้านสวนป่าขวัญ ซึ่งเป็นของพี่เจ้าบ้านที่เคยทำงานในเมือง แต่มีจุดเปลี่ยนคืออาการเจ็บป่วย และกลับมาพัฒนาพื้นที่ของตัวเองจนเป็นสวนเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีและได้ผลผลิตที่มากพอที่จะเลี้ยงครอบครัวและส่งขายได้ด้วย ตอนมาวันแรก ความรู้สึกก็จะเกร็งๆ หน่อย ออกแนวกรูจะหนีกลับดีไหมเนี่ย แต่ปรากฏว่าตรงข้ามเลย เพราะรู้สึกว่าการได้อยู่ในที่ที่มีความเป็นธรรมชาติสูงและได้พบเจอคนที่แตกต่างหลากหลาย ได้ทำกิจกรรม ได้จับจอบ จับเคียว เดินเก็บสมุนไพร ทำให้รู้สึกว่าการมาครั้งนี้คุ้มค่ากว่าที่คิดไว้ตอนแรก ยิ่งเวลาผ่านไป กลับยิ่งชินและรู้สึกไม่อยากกลับกรุงเทพ (และถนนแจ้งวัฒนะที่ต้องเผชิญทุกวี่วัน)

คนกล้าคืนถื่น
8 โมงเช้า แทนที่จะขับรถติดๆ ในเมือง ก็มานั่งอ่านหนังสือชิลๆ กับธรรมชาติ

โดยกิจกรรมที่ถือว่าน่าสนใจที่สุดสำหรับผมคือช่วงที่เค้าเรียกว่า “หาอยู่ หากิน” ซึ่งก่อนจะเริ่มกิจกรรมนี้ทางคุณแม่ของเจ้าบ้านจะออกแนะนำพืชพรรณและสมุนไพรที่มีอยู่ในสวน ว่ามีชื่ออะไรบ้าง และมีสรรพคุณอย่างไร ซึ่งสำหรับผมก็คล้ายๆ เดิมตรงที่ ผมก็ยังคงแยกไม่ออกว่ามันคืออัลไล?? เพราะมันก็เป็นใบเขียวๆ เหมือนกันหมด หรือพืชบางอย่างเช่น มะขาม ซึ่งใบแตกต่างออกไป ก็ยังมีพืชอื่นที่ใบคล้ายๆ กันอีก ทำให้ตอนออกไปเก็บพืชเหล่านี้ต้องให้เพื่อนในกลุ่มที่มีความรู้และที่จำได้ว่าอะไรเป็นอะไรช่วยกันมากทีเดียว จนสุดท้ายก็ออกมาเป็นอาหารแบบแปลกๆ (ยำสมุนไพร + เห็ดตับเต่า?)

คนกล้าคืนถื่น

และผลลัพธ์ของการกินยำสมุนไพรก็คือนั่งๆ ไปสักพักจะเริ่มมึนๆ เหมือนอยากจะอาเจียนจนในที่สุดไม่ไหว ก็เลยต้องไปนอนแผ่ที่ม้านั่ง สักพักก็อ้วกแตกอ้วกแตนออกมามากมายทีเดียว เพราะถึงแม้สมุนไพรและผักที่กินอยู่ในกลุ่มที่กินได้ แต่พืชบางตัว ถ้ากินเยอะไปก็จะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ซึ่งหลังคืนวันนั้นก็ฟื้นตัวดีขึ้นและกลับมาเป็นปกติ จับจอบ จับเสียมขุดดินในวันถัดมาได้

ที่ตั้งหัวเรื่องส่วนหนึ่งเกี่ยวกับหนัง Into the Wild เพราะมีน้องที่ไปเข้าค่ายนี้คนนึงเล่าว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนของความคิดเขา ผมก็มีหนังเรื่องนี้เก็บไว้ในเครื่องนานแล้ว แต่ยังไม่ได้ดูสักที พอกลับมาก็เลยลองดูซะหน่อย ซึ่งก็ได้ให้ความรู้สึกหลายๆ อย่าง หนังทำมาจากเรื่องจริงของ Christopher McCandless ที่จบการศึกษาดี มีอนาคตที่ดีรออยู่ แต่กลับเดินสวนทางกับสิ่งที่สังคมต้องการให้เป็น เข้าใจว่าพ่อของเขาซึ่งเป็นคนที่หวงชื่อเสียงและเงินทอง มีอิทธิพลที่ทำให้เขาเกลียดวัตถุนิยม (มีอยู่ตอนนึงที่พ่อของเขาเสนอว่าจะเปลี่ยนรถใหม่ให้เป็นรางวัลเรียนดี แต่เขากลับปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่ารถเดิมที่ใช้ยังดีอยู่และเขาไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่านั้น ทำให้พ่อเขาไม่พอใจมาก) และต่อมา Chris ก็ตัดสินใจหนีออกจากบ้าน และสิ่งที่ทำก็ดูค่อนข้างหักดิบรุนแรง (ไม่แนะนำให้เอาเป็นเยี่ยงอย่างเท่าไหร่) คือทำลาย identity ของตัวเองทั้งหมด (รวมถึงบริจาคเงินที่มีทั้งหมดให้การกุศลด้วย) กลายเป็นคนจรจัด และออกไปผจญภัยเพื่อความอยู่รอดโดยมีแค่เสื้อผ้าและเครื่องมือในการล่าสัตว์เท่านั้น หลังจากผจญภัย การได้พบเจอผู้คน การเรียนรู้ที่จะอยู่รอด ท้ายสุดเขาก็ไม่รอดเพราะทรัพยากรที่มีร่อยหรอ ต้องเก็บพืชกิน โดยเขามาพบทีหลังว่าพืชที่เขากินนั้น “กินไม่ได้ เป็นพิษ ทำให้ขาดสารอาหาร และตาย”

Into the Wild
“Inedible, poisonous, starvation and death”

หลังดูตอนนี้นี่ให้ความรู้สึกว่า การอยู่ในป่ากับธรรมชาตินี่เป็นเรื่องยากมากทีเดียวสำหรับคนที่โตมาในเมือง เพราะคนที่อยู่แต่ในเมืองจะขาดทักษะในการอยู่รอดในที่ที่เงินซื้อปัจจัยสี่ไม่ได้ เราโตมากับการใช้เงินซื้อทุกอย่างเพื่ออยู่รอด เงินก็เลยเป็นสิ่งสำคัญเกือบจะที่สุด (สำหรับบางคนอาจจะเรียกว่าที่สุด) เพราะถ้าขาดเงินก็เท่ากับขาดปัจจัยสี่ แต่กับการอยู่ในป่า ก็คือการแปลงทักษะที่ใช้ในการหาเงินในเมือง กลับไปเป็นทักษะในการอยู่รอดตามธรรมชาติดั้งเดิมของคนเรา ซึ่งผมคิดว่าถ้าเราเรียนรู้ทักษะนี้ได้มากเท่าไหร่ เราก็น่าจะสามารถลดความต้องการเงินได้มากเท่านั้น

สิ่งที่หนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นอย่างเต็มเปี่ยมคือการที่คนคนนึงมีความชัดเจนในวิถีของตนเองและมีความสุขกับการเติมเต็มชีวิตด้วยประสบการณ์ใหม่ๆ มากกว่าการแสวงหาสิ่งที่คนส่วนใหญ่ไขว่คว้ากันอยู่

Into the Wild

ย้อนกลับมาที่เรื่องของผมกับโครงการ คนกล้าคืนถิ่น ซึ่งผมอาจจะไม่ได้ไปเพื่อเรียนรู้เนื้อหาทางการเกษตรตรงๆ (เพราะเราก็สามารถหาได้จากหนังสือและอินเตอร์เน็ต) แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ครั้งนี้ก็ช่วยทำให้เห็นภาพชัดขึ้นกว่าเดิมว่า ถ้าเราจะใช้ชีวิตอยู่ในแบบที่คิดไว้นั้น จะต้องเตรียมตัวและรับมือกับอะไรบ้าง ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งประสบการณ์ที่มีคุณค่ามากทีเดียว

จิตวิทยาหมู่ ? อุปาทานหมู่ ? และแนวโน้มธรรมชาติของกระแสหลัก

ช่วงหลังผมจะตามเก็บดูหนังที่มีเรตติ้งดีๆ จาก imdb และ rotten tomato ซึ่งก็มีทั้งหนังที่ถูกใจสมกับที่คาดหวังกับคะแนนสูงๆ แต่ก็มีหนังคะแนนสูงอีกจำนวนหนึ่งซึ่งไม่ว่าจะพยายามดูเท่าไหร่ก็ไม่สามารถรู้สึกสนุกไปกับมันได้ ซึ่งก็คงเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะเราคงไม่สามารถถูกใจในแบบที่เหมือนกับคนอื่นไปได้ทั้งหมด (อีกทั้งวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของชาวตะวันตกกับตัวผมเองด้วย)

birdmanposter
Birdman สำหรับผมถือว่าเฉยๆ ดูไปเรื่อยๆ จนจบได้ แต่ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไร กลับได้รับคำชมล้าหลามรวมถึงรางวัลออสการ์
godfather-brando
The Godfather หนังที่ดูแล้วโคตรน่าเบื่อ จะหลับหลายตลบ แต่เป็นหนังที่ขึ้นหิ้งในใจคนจำนวนมาก
Interstellar หนังคะแนนเยี่ยมอีกเรื่องนึงซึ่งผมไม่สามารถทนดูจนจบได้เพราะเกลียดสำเนียงของ Matthew McConaughey อย่างรุนแรง
Interstellar หนังคะแนนเยี่ยมอีกเรื่องนึงซึ่งผมไม่สามารถทนดูจนจบได้เพราะเกลียดสำเนียงของ Matthew McConaughey อย่างรุนแรง

 

แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมสังเกตเห็นคือ

ความชอบของคนเรามีแนวโน้มจะถูกขยายใหญ่ขึ้นเมื่อสิ่งที่เราชอบตรงกับคำชมด้านบวกของเพื่อนและคนส่วนใหญ่

และ

ความชอบของคนเรามีแนวโน้มที่จะหดตัวลงเมื่อสิ่งที่เราชอบไม่เป็นที่ถูกใจของเพื่อนและคนส่วนใหญ่

เราสามารถเห็นสิ่งคล้ายๆ กันนี้ได้ใน Crowed Psychology หรือการปลุกระดม ก่อม็อบ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการปลุกให้คนเกิดความรู้สึกร่วมอย่างแรงกล้าขึ้นมาโดยมองข้ามเหตุผลไปได้

กรณี 6 ตุลา 19 ก็เป็นตัวอย่างที่ดี

กรณีม็อบเสื้อเหลือง ก็เป็นตัวอย่างที่ดี

กรณีธรรมกาย ก็เป็นตัวอย่างที่ดี

กรณีการล่าแม่มดในยุคกลาง ก็เป็นตัวอย่างที่ดี

(ซึ่งสิ่งที่เรียกว่า อุปาทานหมู่ นี้ยังสอดคล้องกับการ หาแพะรับบาป อย่างมาก)

คือใช้ความรู้สึกเหนือเหตุผลเช่นเดียวกัน

และยังเข้ากันได้กับเรื่อง การตลาด อีกด้วย !!

เพราะการตลาดเป็นการกระตุ้นให้คนเกิดความรู้สึกอยากซื้อหา อยากจับจ่าย (ทั้งๆ ที่สิ่งที่มีก็มีเพียงพออยู่แล้ว)

และเมื่ออุปาทานหมู่กลายมาเป็นกระแสหลัก

มันเลยกลายเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ว่าดี ว่าถูก ซะงั้น !!

แต่อุปาทานหมู่มันไม่เคยอยู่ได้อย่างถาวร …

มันแค่รอเวลาให้สิ่งแตกต่างใหม่ๆ ซึ่งต้องต้านทานกระแสหลักให้ได้ เกิดขึ้นมา

เพื่อเป็นกระแสหลักกระแสถัดไป …