Category: จิตวิทยา

มนุษย์ Deadline

คนจำนวนมากบ่นเสียดายเรื่องต่างๆ ที่มีโอกาสทำ แต่ไม่ได้ทำ

หลายคนบ่นว่าไม่มีเวลา ทั้งๆ ที่ปัจจุบันมีเครื่องทุ่นเวลาเต็มไปหมด โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ผุดขึ้นเป็นบ้าเป็นหลัง (สังเกตจากไอ้พวกแอพมือถือที่ผุดขึ้นอย่างกับดอกเห็ด บอกว่าช่วยลดเวลานู่นนั่นนี่ แต่เอ๊ะโทษที ไม่มีเวลาจะใช้ว่ะ)

เรียกว่า เครื่องมือช่วยลดเวลาน่ะมีเยอะ แต่ก็ไม่มีเวลาอยู่นั่นเอง (และมักจะไม่มีเวลามากกว่าตอนที่ไม่มีเครื่องมือด้วยซ้ำ) เหมือนคนที่มีรายได้เพิ่มขึ้นแต่กลับไม่ได้รวยขึ้น (บางทีจนลงด้วย) หรือรวยซะเงินเหลือใช้เหลือกินแต่ก็ยังเอาเวลาส่วนใหญ่ไปหาไอ้เงินที่เหลือใช้เหลือกินนั่นแหละ (สงสัยจะเอาไปแข่งตัวเลขความมั่งมี) คำอธิบายง่ายๆ ดูเหมือนจะลงไปที่ความโลธที่เพิ่มปริมาณขึ้นตามฐานะที่เพิ่มสูงขึ้น

แต่ถ้าลองมาวิเคราะห์ประเด็นเรื่องเวลา โดยเฉพาะประเด็นสิ่งที่อยากทำแต่ไม่ได้ทำจนสายเกินไปที่จะทำ ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากการจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่างๆ ไม่ถูกต้อง

โดยมีเครื่องมือชั่วร้ายที่มนุษยชาติสร้างขึ้นในนามว่า “Deadline”

คำนี้ผิดอะไร ทำไมต้องหยิบยกขึ้นมาพูดถึง

Dead กับ Line ชื่อก็บอกว่าเส้นตาย แต่พอไม่ได้ทำตาม ก็ไม่ยักกะตาย

ยกตัวอย่างง่ายๆ คนๆ นึงมีความสุขกับการพาแม่ไปที่ที่แม่ชอบไป แต่มักจะมีเหตุให้ไม่ได้ไป เช่น ไปงานรับปริญญาเพื่อน เคลียร์งานที่ค้างไว้ มีนัดพบกับคนที่ก็อาจจะไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับเค้าเลย

แต่สังเกตอะไรไหม

งานรับปริญญา เคลียร์งาน มีนับพบคน

สิ่งเหล่านี้ล้วนมี Deadline

ในขณะที่ การใช้เวลากับแม่ของเขา การออกกำลังกาย การพาสุนัขไปเดินเล่น

สิ่งเหล่านี้ล้วน ไม่มี Deadline

ทั้งๆ ที่ความสุขของเขาอยู่ที่การพาแม่ไปที่ที่แม่ชอบไป

ทั้งๆ ที่แม่เขาคือคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา

แต่เพราะเชื่อว่าแม่รอได้ จนกว่าเขาจะมีทุกสิ่งพร้อม แต่สุดท้ายกลับไม่มีเวลาทำสิ่งที่ไม่มีเส้นตาย

จนแม่ของเขาตายไป

เขาก็มานั่งเสียดายว่าเมื่อก่อน น่าจะใช้เวลากับแม่ให้มากกว่านี้

สิ่งทุกอย่างล้วนมีเส้นตาย แต่หลายๆ อย่าง เราไม่รู้เส้นตาย

ทำสิ่งดีๆ ต่อกันและกันให้มากๆ เพราะเราไม่รู้ว่าครั้งล่าสุดของคนที่เราเพิ่งคุยด้วยเมื่อกี้ อาจจะไปครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกับเขาก็ได้ จะได้ไม่ติดค้างอะไรในใจ

เราใช้เวลาแลกเงินได้ แต่เราไม่สามารถใช้เงินซื้อเวลาให้หวนกลับมาได้

(น่าขำแต่จริง ที่คนจำนวนมากเอาเวลาไปแลกกับเงิน ทั้งที่ตัวเองไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย ครั้นจะหาเงินเข้ามาในแบบที่ตัวเองมีความสุข แต่ไม่ได้เงินมากเท่าที่ต้องการ ก็เสียดายเงินที่ได้รับจากงานที่ไม่มีความสุขนั้น แล้วก็เอาเงินส่วนต่างไปซื้อความสุขหลอกๆ ที่หมดไปอย่างรวดเร็ว)

โลกนี้จึงเต็มไปด้วยการใช้ Deadline เพราะเมื่อใช้สิ่งๆ นี้ก็จะให้คนอื่นทำตามสิ่งที่ต้องการได้ทันที คล้ายๆ กับคนที่รับโทรศัพท์ขณะที่กำลังคุยกับอีกคนอยู่ เพราะการรับโทรศัพท์มี “Dead-line” ถ้าไม่รับก็รู้สึกว่าอาจจะพลาดบางอย่าง จนให้ความสำคัญกับคนที่โทรมาทันทีแทนที่จะจดจ่อกับการสนทนากับคนที่อยู่ตรงหน้า หรือตอนนี้ยิ่งรุนแรงขึ้นคือแค่ส่งข้อความมาก็สามารถแซงคิวแย่งเวลาได้แล้ว

และมันก็ได้ทำลายการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ จนเละเทะไปหมด คนเราจึงมีสภาวะเสียดายสิ่งที่มีโอกาสได้ทำ แต่ไม่ได้ทำ และก็บอกว่าไม่มีเวลา ทั้งๆ ที่เวลาน่ะมี แต่เขาจัดลำดับความสำคัญไม่ถูกต้อง

อย่ามาทำเป็น act จะเปลี่ยนแปลงองค์กร สังคม หรือเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นอะไรเลย ถ้าคุณยังแก้ปัญหาตัวเองไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ยังมีความทุกข์ซ้ำๆ ซากๆ ก็เรื่องเดิมๆ อยู่นั่น

ผมไม่ได้พูดถึงคำว่า work life balance เลยแม้แต่น้อย เพราะมันไม่ได้จำเป็น (และจริงๆ ผมก็ไม่ได้ชอบคำนี้เท่าไหร่) คือถ้าคุณมีความสุขดีมากๆ กับการทำงาน 80% หรือ 50% ของเวลาในชีวิต ก็ได้ทั้งนั้น ตราบเท่าที่มันไม่ได้ทำให้คุณมีความทุกข์ร้อนใจ

แต่ถ้าอ่านถึงจุดนี้แล้วคุณยังรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยรู้สึกเสียดายกับการใช้เวลาที่ผ่านมา และก็ไม่ได้มีความทุกข์หรือเดือดร้อนใจอะไรในแบบที่คุณเป็นอยู่ ก็ยินดีด้วยครับ คุณเป็นคนที่ใช้เวลาได้ตรงกับความต้องการในชีวิตคุณแล้ว ไม่ว่าจะใช้เวลาไปกับงาน คนที่คุณรัก หรืออะไรก็ตามที

จิตวิทยาหมู่ ? อุปาทานหมู่ ? และแนวโน้มธรรมชาติของกระแสหลัก

ช่วงหลังผมจะตามเก็บดูหนังที่มีเรตติ้งดีๆ จาก imdb และ rotten tomato ซึ่งก็มีทั้งหนังที่ถูกใจสมกับที่คาดหวังกับคะแนนสูงๆ แต่ก็มีหนังคะแนนสูงอีกจำนวนหนึ่งซึ่งไม่ว่าจะพยายามดูเท่าไหร่ก็ไม่สามารถรู้สึกสนุกไปกับมันได้ ซึ่งก็คงเป็นปกติอยู่แล้ว เพราะเราคงไม่สามารถถูกใจในแบบที่เหมือนกับคนอื่นไปได้ทั้งหมด (อีกทั้งวัฒนธรรมที่แตกต่างกันของชาวตะวันตกกับตัวผมเองด้วย)

birdmanposter
Birdman สำหรับผมถือว่าเฉยๆ ดูไปเรื่อยๆ จนจบได้ แต่ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไร กลับได้รับคำชมล้าหลามรวมถึงรางวัลออสการ์
godfather-brando
The Godfather หนังที่ดูแล้วโคตรน่าเบื่อ จะหลับหลายตลบ แต่เป็นหนังที่ขึ้นหิ้งในใจคนจำนวนมาก
Interstellar หนังคะแนนเยี่ยมอีกเรื่องนึงซึ่งผมไม่สามารถทนดูจนจบได้เพราะเกลียดสำเนียงของ Matthew McConaughey อย่างรุนแรง
Interstellar หนังคะแนนเยี่ยมอีกเรื่องนึงซึ่งผมไม่สามารถทนดูจนจบได้เพราะเกลียดสำเนียงของ Matthew McConaughey อย่างรุนแรง

 

แต่สิ่งหนึ่งซึ่งผมสังเกตเห็นคือ

ความชอบของคนเรามีแนวโน้มจะถูกขยายใหญ่ขึ้นเมื่อสิ่งที่เราชอบตรงกับคำชมด้านบวกของเพื่อนและคนส่วนใหญ่

และ

ความชอบของคนเรามีแนวโน้มที่จะหดตัวลงเมื่อสิ่งที่เราชอบไม่เป็นที่ถูกใจของเพื่อนและคนส่วนใหญ่

เราสามารถเห็นสิ่งคล้ายๆ กันนี้ได้ใน Crowed Psychology หรือการปลุกระดม ก่อม็อบ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นกระบวนการปลุกให้คนเกิดความรู้สึกร่วมอย่างแรงกล้าขึ้นมาโดยมองข้ามเหตุผลไปได้

กรณี 6 ตุลา 19 ก็เป็นตัวอย่างที่ดี

กรณีม็อบเสื้อเหลือง ก็เป็นตัวอย่างที่ดี

กรณีธรรมกาย ก็เป็นตัวอย่างที่ดี

กรณีการล่าแม่มดในยุคกลาง ก็เป็นตัวอย่างที่ดี

(ซึ่งสิ่งที่เรียกว่า อุปาทานหมู่ นี้ยังสอดคล้องกับการ หาแพะรับบาป อย่างมาก)

คือใช้ความรู้สึกเหนือเหตุผลเช่นเดียวกัน

และยังเข้ากันได้กับเรื่อง การตลาด อีกด้วย !!

เพราะการตลาดเป็นการกระตุ้นให้คนเกิดความรู้สึกอยากซื้อหา อยากจับจ่าย (ทั้งๆ ที่สิ่งที่มีก็มีเพียงพออยู่แล้ว)

และเมื่ออุปาทานหมู่กลายมาเป็นกระแสหลัก

มันเลยกลายเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่ว่าดี ว่าถูก ซะงั้น !!

แต่อุปาทานหมู่มันไม่เคยอยู่ได้อย่างถาวร …

มันแค่รอเวลาให้สิ่งแตกต่างใหม่ๆ ซึ่งต้องต้านทานกระแสหลักให้ได้ เกิดขึ้นมา

เพื่อเป็นกระแสหลักกระแสถัดไป …