Category: การรู้จักตนเอง

7 Habits of Highly Effective People

สรุปหนังสือ 7 Habits of Highly Effective People ภายใน 5 นาที

หนังสือ 7 Habits of Highly Effective People โดย Stephen Covey จัดเป็นหนังสือสุดคลาสสิกที่ได้รับความนิยมสูง มีการตีพิมพ์หลายครั้ง และมีการจัดหลักสูตรอบรมมากมาย ผมจึงสรุปหลักไว้ให้สำหรับคนที่ไม่มีเวลาอ่าน/อบรม แต่ต้องการที่จะเข้าใจและจำเนื้อหาหลักให้ได้ในเวลาสั้นๆ เพราะจริงๆ แล้วผู้เขียนหรือนักวิจารณ์ก็เห็นตรงกันว่า Covey ไม่ได้คิดสิ่งใหม่ แต่เป็นการจัดสิ่งที่มีอยู่แล้วให้เป็นข้อๆ เพื่อความชัดเจนในการนำไปปฏิบัติ

อุปนิสัยที่ 1: Be Proactive
คนจำนวนไม่น้อยเฝ้าบ่นกับสิ่งที่ตัวเองไม่สามารถเปลี่ยนหรือไปแก้ไขอะไรได้ แต่เพราะเหตุใดคนถึงเลือกทำเช่นนั้นล่ะ ? ก็เพราะการบ่นนั้นใช้พลังงานน้อยกว่ามากกว่าการลงมือทำไงล่ะ !! ในขณะที่คนที่มีประสิทธิภาพจะหยุดบ่นและโฟกัสไปที่สิ่งที่ตัวเองควบคุมได้เท่านั้น

อุปนิสัยที่ 2: Begin with the end in mind
ธรรมชาติของมนุษย์มักต้องการให้ผู้อื่นจดจำในฐานะบุคคลที่ประสบความสำเร็จ มีประโยชน์ และน่าชื่นชม แต่การสร้างเหตุที่จะได้มาซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้มักต้องใช้ความกล้าและแรงจูงใจที่สูงพอ ฉะนั้นการที่เราเคลียร์จิตใจและเริ่มต้นจากจุดที่ว่าวันนี้อาจเป็นวันสุดท้ายของชีวิต จะทำให้เราตื่นตัวอยู่เสมอว่าเราไม่ได้มีเวลาเหลือเฟือที่จะมาทำสิ่งที่ไม่มีประโยชน์หรือไร้สาระ

อุปนิสัยที่ 3: Put First Things First
ในขณะที่เราต้องการครอบครัวที่มีความสุข สุขภาพที่แข็งแรง แต่เรากลับใช้เวลาไปกลับสิ่งที่ไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น เช่น การดูทีวี หรือเล่นเกมไปวันๆ ง่ายๆ พอคนอื่นถามว่าอยากทำอะไร เรามักจะตอบว่า อยากออกกำลังกาย อยากใช้เวลากับครอบครัว แต่สิ่งที่ทำกลับไม่ได้ใกล้เคียง การจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ ในชีวิตจึงเป็นหนึ่งในอุปนิสัยที่ควรกระทำ

อุปนิสัยที่ 4: Think Win-Win
ลองจินตนาการว่ามีนักเขียนสองคนเขียนหนังสือขาย นักเขียน A อ่านหนังสือของนักเขียน B แล้วชอบ เพราะเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ จึงได้ทำการแชร์ไปยังกลุ่มผู้อ่าน ซึ่งผู้อ่านก็จะได้รับสิ่งที่มีประโยชน์ ขณะเดียวกันผู้อ่านก็จะติดตามนักเขียน A ไปด้วยในฐานะที่นำเรื่องดีๆ มาบอกต่อ อุปนิสัยนี้คือ การคิดแบบชนะทั้งสองฝ่าย ซึ่งตรงกันข้าม ถ้านักเขียน A ไปสร้างไอดีปลอมเพื่อมาเขียนรีวิวแย่ๆ ของนักเขียน B ไม่ช้าก็จะถูกจับได้ และยังไม่เกิดประโยชน์ใดๆ อีกด้วย เพราะชีวิตไม่จำเป็นต้อง zero sum game นะ

อุปนิสัยที่ 5: Seek first to understand, then to be understood
นึกภาพเราเป็นบล็อกเกอร์คนหนึ่งที่ลงทุนลงแรงไปกับการสร้างเนื้อหามาก แต่กลับไม่มีคนสนใจติดตาม ซึ่งถ้าเอาแต่โวยวายว่าทำไมไม่มีคนติดตาม ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร เพราะตราบใดที่เนื้อหาที่ทำไม่มีประโยชน์ ก็ไม่มีใครสนใจหรอกว่าคุณจะทำงานหนักแค่ไหน กับการสร้างเนื้อหาที่ไม่มีประโยชน์ จริงไหม ? (คนทั่วไปเขาไม่ใช่พ่อแม่คุณนิ) สิ่งที่ควรทำคือพยายามเข้าใจผู้อ่านก่อน แล้วผู้อ่านก็จะเริ่มเข้าใจในตัวเรานั่นเอง

อุปนิสัยที่ 6: Synergize
จิตนาการว่ามีคนอยู่ 5 คนต้องการเก็บแอปเปิล แต่แอปเปิลนั้นอยู่สูงเกินกว่าจะเก็บได้ ซึ่งถ้าคน 5 คนนั้นต่างคนต่างเก็บ สุดท้ายก็จะไม่ได้อะไรเลย ก็คือ 0 + 0 + 0 + 0 + 0 = 0 แต่ถ้าคนทั้ง 5 ร่วมมือกัน (อาจจะต่อตัวกันหรืออะไรก็ตามที) ผลลัพธ์ที่ได้อาจนำมาสู่การเก็บแอปเปิลได้ หรือก็คือ 0 + 0 + 0 + 0 + 0 = 5 ได้นั่นเอง

อุปนิสัยที่ 7: Sharpen the Saw
มนุษย์ออฟฟิสคนหนึ่งทำงานเดิมๆ ด้วยวิธีเดิมๆ และได้ผลลัพธ์เดิมๆ ที่ไม่ดีกว่าเดิมเป็นเวลาเนิ่นนาน แต่ครั้นจะบอกให้ไปพัฒนาทักษะ กลับบอกว่า “ไม่มีเวลา” ไม่ใช่เฉพาะเรื่องนี้ ไม่ว่าจะเป็นการเข้ายิมออกกำลัง นั่งสมาธิ อ่านหนังสือ เรามักจะผัดผ่อนไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้ตัว ด้วยเหตุว่าเรามัวแต่โฟกัสเฉพาะแต่กับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าจนหารู้ไม่ว่า สิ่งที่จะช่วยลับเลื่อยของเรานั้น เมื่อเทียบแล้วใช้เวลาน้อยกว่ามาก แต่ผลลัพธ์ที่ได้คือประสิทธิภาพที่สูงขึ้นในระยะยาว

หรือถ้าใครไม่ถนัดอ่านก็รับชมวีดีโอนี้แทนได้ครับ (แต่เป็นภาษาอังกฤษนะ)

มนุษย์ Deadline

คนจำนวนมากบ่นเสียดายเรื่องต่างๆ ที่มีโอกาสทำ แต่ไม่ได้ทำ

หลายคนบ่นว่าไม่มีเวลา ทั้งๆ ที่ปัจจุบันมีเครื่องทุ่นเวลาเต็มไปหมด โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่ผุดขึ้นเป็นบ้าเป็นหลัง (สังเกตจากไอ้พวกแอพมือถือที่ผุดขึ้นอย่างกับดอกเห็ด บอกว่าช่วยลดเวลานู่นนั่นนี่ แต่เอ๊ะโทษที ไม่มีเวลาจะใช้ว่ะ)

เรียกว่า เครื่องมือช่วยลดเวลาน่ะมีเยอะ แต่ก็ไม่มีเวลาอยู่นั่นเอง (และมักจะไม่มีเวลามากกว่าตอนที่ไม่มีเครื่องมือด้วยซ้ำ) เหมือนคนที่มีรายได้เพิ่มขึ้นแต่กลับไม่ได้รวยขึ้น (บางทีจนลงด้วย) หรือรวยซะเงินเหลือใช้เหลือกินแต่ก็ยังเอาเวลาส่วนใหญ่ไปหาไอ้เงินที่เหลือใช้เหลือกินนั่นแหละ (สงสัยจะเอาไปแข่งตัวเลขความมั่งมี) คำอธิบายง่ายๆ ดูเหมือนจะลงไปที่ความโลธที่เพิ่มปริมาณขึ้นตามฐานะที่เพิ่มสูงขึ้น

แต่ถ้าลองมาวิเคราะห์ประเด็นเรื่องเวลา โดยเฉพาะประเด็นสิ่งที่อยากทำแต่ไม่ได้ทำจนสายเกินไปที่จะทำ ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากการจัดลำดับความสำคัญของเรื่องต่างๆ ไม่ถูกต้อง

โดยมีเครื่องมือชั่วร้ายที่มนุษยชาติสร้างขึ้นในนามว่า “Deadline”

คำนี้ผิดอะไร ทำไมต้องหยิบยกขึ้นมาพูดถึง

Dead กับ Line ชื่อก็บอกว่าเส้นตาย แต่พอไม่ได้ทำตาม ก็ไม่ยักกะตาย

ยกตัวอย่างง่ายๆ คนๆ นึงมีความสุขกับการพาแม่ไปที่ที่แม่ชอบไป แต่มักจะมีเหตุให้ไม่ได้ไป เช่น ไปงานรับปริญญาเพื่อน เคลียร์งานที่ค้างไว้ มีนัดพบกับคนที่ก็อาจจะไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับเค้าเลย

แต่สังเกตอะไรไหม

งานรับปริญญา เคลียร์งาน มีนับพบคน

สิ่งเหล่านี้ล้วนมี Deadline

ในขณะที่ การใช้เวลากับแม่ของเขา การออกกำลังกาย การพาสุนัขไปเดินเล่น

สิ่งเหล่านี้ล้วน ไม่มี Deadline

ทั้งๆ ที่ความสุขของเขาอยู่ที่การพาแม่ไปที่ที่แม่ชอบไป

ทั้งๆ ที่แม่เขาคือคนที่สำคัญที่สุดในชีวิตของเขา

แต่เพราะเชื่อว่าแม่รอได้ จนกว่าเขาจะมีทุกสิ่งพร้อม แต่สุดท้ายกลับไม่มีเวลาทำสิ่งที่ไม่มีเส้นตาย

จนแม่ของเขาตายไป

เขาก็มานั่งเสียดายว่าเมื่อก่อน น่าจะใช้เวลากับแม่ให้มากกว่านี้

สิ่งทุกอย่างล้วนมีเส้นตาย แต่หลายๆ อย่าง เราไม่รู้เส้นตาย

ทำสิ่งดีๆ ต่อกันและกันให้มากๆ เพราะเราไม่รู้ว่าครั้งล่าสุดของคนที่เราเพิ่งคุยด้วยเมื่อกี้ อาจจะไปครั้งสุดท้ายที่เราได้คุยกับเขาก็ได้ จะได้ไม่ติดค้างอะไรในใจ

เราใช้เวลาแลกเงินได้ แต่เราไม่สามารถใช้เงินซื้อเวลาให้หวนกลับมาได้

(น่าขำแต่จริง ที่คนจำนวนมากเอาเวลาไปแลกกับเงิน ทั้งที่ตัวเองไม่มีความสุขเลยแม้แต่น้อย ครั้นจะหาเงินเข้ามาในแบบที่ตัวเองมีความสุข แต่ไม่ได้เงินมากเท่าที่ต้องการ ก็เสียดายเงินที่ได้รับจากงานที่ไม่มีความสุขนั้น แล้วก็เอาเงินส่วนต่างไปซื้อความสุขหลอกๆ ที่หมดไปอย่างรวดเร็ว)

โลกนี้จึงเต็มไปด้วยการใช้ Deadline เพราะเมื่อใช้สิ่งๆ นี้ก็จะให้คนอื่นทำตามสิ่งที่ต้องการได้ทันที คล้ายๆ กับคนที่รับโทรศัพท์ขณะที่กำลังคุยกับอีกคนอยู่ เพราะการรับโทรศัพท์มี “Dead-line” ถ้าไม่รับก็รู้สึกว่าอาจจะพลาดบางอย่าง จนให้ความสำคัญกับคนที่โทรมาทันทีแทนที่จะจดจ่อกับการสนทนากับคนที่อยู่ตรงหน้า หรือตอนนี้ยิ่งรุนแรงขึ้นคือแค่ส่งข้อความมาก็สามารถแซงคิวแย่งเวลาได้แล้ว

และมันก็ได้ทำลายการจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่างๆ จนเละเทะไปหมด คนเราจึงมีสภาวะเสียดายสิ่งที่มีโอกาสได้ทำ แต่ไม่ได้ทำ และก็บอกว่าไม่มีเวลา ทั้งๆ ที่เวลาน่ะมี แต่เขาจัดลำดับความสำคัญไม่ถูกต้อง

อย่ามาทำเป็น act จะเปลี่ยนแปลงองค์กร สังคม หรือเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นอะไรเลย ถ้าคุณยังแก้ปัญหาตัวเองไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ยังมีความทุกข์ซ้ำๆ ซากๆ ก็เรื่องเดิมๆ อยู่นั่น

ผมไม่ได้พูดถึงคำว่า work life balance เลยแม้แต่น้อย เพราะมันไม่ได้จำเป็น (และจริงๆ ผมก็ไม่ได้ชอบคำนี้เท่าไหร่) คือถ้าคุณมีความสุขดีมากๆ กับการทำงาน 80% หรือ 50% ของเวลาในชีวิต ก็ได้ทั้งนั้น ตราบเท่าที่มันไม่ได้ทำให้คุณมีความทุกข์ร้อนใจ

แต่ถ้าอ่านถึงจุดนี้แล้วคุณยังรู้สึกว่าตัวเองไม่เคยรู้สึกเสียดายกับการใช้เวลาที่ผ่านมา และก็ไม่ได้มีความทุกข์หรือเดือดร้อนใจอะไรในแบบที่คุณเป็นอยู่ ก็ยินดีด้วยครับ คุณเป็นคนที่ใช้เวลาได้ตรงกับความต้องการในชีวิตคุณแล้ว ไม่ว่าจะใช้เวลาไปกับงาน คนที่คุณรัก หรืออะไรก็ตามที

เป้าหมาย ระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

ในยุคที่ทุกสิ่งสามารถเข้าถึงได้ง่ายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลเข้ามาอย่างไม่หยุดหย่อน

ในยุคที่สังคมตีค่าคนจากจำนวนเงินที่มี จนคนในสังคมทำอะไรก็ได้ขอให้ได้เงินมาเพื่อตอบสนองความต้องการทางวัตถุของตนเอง

เราหลงลืมอะไรไปรึเปล่านะ …

สมัยเด็ก ผมเป็นคนมีความชอบที่ชัดเจนมาก ไม่ว่าจะชอบวาดรูป ชอบร้องเพลง ชอบแต่งการ์ตูน ประดิษฐ์นู่นนั่นนี่ก๊อกแก๊กไปเรื่อย โดยเฉพาะการวาดรูปนี่เป็นชีวิตจิตใจมาก เรียกว่า รร จัดประกวดเมื่อไหร่ ต้องเป็นตัวแทนห้องไปทุกครั้ง มีเพื่อนตามไปเชียร์กันอย่างสนุกสนาน

แต่ทางบ้านไม่เห็นด้วย เพราะค่านิยมที่ว่าต้องเรียนหนังสือให้ดี แล้วทุกอย่างจะดีเอง

ผมมีโอกาสทำสิ่งที่ชอบน้อยลง แต่ต้องมานั่งอ่านหนังสือเพื่อแข่งขันกับคนอื่นในการเรียนเพื่อให้ตัวเองเป็นนักเรียนนักศึกษาที่ประสบความสำเร็จด้านการเรียน โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะนำสิ่งที่เรียนไปทำอะไร

ทีนี้ปัญหามันก็เกิดตอนทำมาหากิน

มันไม่ได้มีความสุขในการทำสิ่งต่างๆ เอาซะเลย

ความชอบ ความสนุกกับสิ่งต่างๆ สมัยที่เป็นเด็กมันหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ จนดูเหมือนเราไหลไปตามกระแสโลก

ตัวอย่างเช่น รายการ A นำเสนอ ชายผู้ทำธุรกิจจนมีทรัพย์สินร้อยล้านในวัย 25 !!

ผมคิดในใจ เพื่ออะไร ? คุณจะสื่ออะไร ?

การได้เป็นคนรวยในวัย 25 มันเลิศหรูกว่าการเป็นคนรวยในวัย 40 ?

การเป็นเจ้าของธุรกิจร้อยล้านทำให้เค้าเป็นเซเลป ทำให้คุณค่าความเป็นคนของเค้าสูงกว่ามนุษย์เงินเดือนในบริษัทเอกชน ?

ผมว่ามันเริ่มแปลกๆ ละ …

แทนที่จะเริ่มถามว่าวันนี้คุณมีความสุขไหม กลับถามว่าวันนี้คุณมีทรัพย์สินมากแค่ไหน

และ เป้าหมาย ที่เราดำเนินชีวิตอยู่ทุกวันนี้มันคืออะไร

ผมเป็นคนมีความอยากรู้อยากเห็นสูง จนกลายเป็นคนรู้รอบ และเชื่อว่าเห็นภาพรวมของสิ่งต่างๆ ได้ดี

แต่ดันกลายเป็นเป็ดโดยไม่รู้ตัว !! (แถมมีอาการเมาข้อมูลจำนวนมหาศาล)

ดีที่มีคนเตือนสติให้แบ่ง เป้าหมาย ออกเป็น 3 ระยะ

ระยะสั้น วันนี้ พรุ่งนี้ สัปดาห์นี้ เดือนนี้ เราจะต้องทำอะไร โฟกัสอะไร

ระยะกลาง ในปีนี้ ปีหน้า หรือภายในไม่เกิน 2-3 ปีนี้สิ่งที่เป็นเป้าหมายระยะสั้นจะนำไปสู่อะไร

ระยะยาว ในระยะมากกว่า 5 ปี สิ่งที่เราทำในระยะสั้นและกลางจะไปมีผลต่อเป้าหมายระยะยาวอย่างไร

โดยปกติ เป้าหมายระยะยาวนี่ไม่ควรเปลี่ยนกันง่ายๆ ซึ่งจิตใจก็ต้องไม่หวั่นไหวไปตามกระแสโลก ซึ่งทำได้ยากทีเดียว ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาผมเคยเปลี่ยนเป้าหมายระยะยาว “ถี่เกินไป”

ส่วนเป้าหมายระยะกลางก็ต้อง balance ให้ดีๆ กับระยะสั้น เพราะไม่งั้นจะเกิดอาการสมองตีกันและหลุดโฟกัสได้ (โดยเฉพาะกับกระแสข้อมูลมหาศาลในปัจจุบัน)

มีหลายคนบอกว่าถ้าคุณตีเรื่องความคิดแตกจนเป้าหมายทั้งสามระยะของคุณชัดเจนแล้วนี่จะทำให้ชีวิตคุณง่ายขึ้นเยอะเลย แม้ผมจะยังทำไม่ได้ เพราะเป็นเป็ดมากไปหน่อย แต่ต้องขอบคุณผู้มีประสบการณ์ที่ช่วยชี้แนะ และสิ่งต่างๆ ที่ผ่านเข้ามาเป็นประสบการณ์ในชีวิตผม

แม้ผมจะยังไม่รู้สึกมีความสุขกับสิ่งที่ทำเหมือนสมัยเด็ก

แต่อย่างน้อยผมก็มีทิศทาง และจังหวะที่ชัดเจนขึ้นแล้ว

ปล. อย่าลืมปฏิบัติธรรมเพื่อทำความสะอาดจิตใจทุกวันนะครับ อาบน้ำทางกาย ก็ต้องอาบน้ำทางใจด้วย