Category: การทำงาน

Your Money Or Your Life: เงินหรือชีวิต ต้องเลือกด้วยหรือ?

ช่วงที่ผ่านมาได้ใช้พยายามปรับสมดุลของชีวิต ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ การงาน ความสัมพันธ์ และเป้าหมายในชีวิต ซึ่งได้เห็นหลายท่านแนะนำหนังสือเล่มนึงชื่อ Your Money Or Your Life หรือในฉบับแปลไทยคือ เงินหรือชีวิต ที่ทาง openbooks ได้นำมาแปลไว้ (และจำหน่ายในราคาที่แพงเมื่อเทียบกับกระเป๋าตังคนไทย) ซึ่งจากการที่อ่านจนจบแล้วก็พบว่ามีหลายอย่างที่ชวนให้ฉุกคิด เช่น การเทียบ “เงินที่เราเอาเวลาไปทำงานแลกมา” ให้เป็นหน่วยที่เรียกว่า “พลังชีวิต” และความคิดที่มีต่อเงินอย่างถูกต้อง (ไม่มองเงินเป็นพระเจ้า ขณะเดียวกันก็ไม่มองว่าเป็นสิ่งชั่วร้าย) ถึงแม้ว่าโดยภาพรวมในเล่มหนาๆ นี้จะมีน้ำเยอะไปหน่อยก็ตาม (ถ้าไม่ชอบความเวิ่นเว้อ ไม่แนะนำให้ซื้อ) โดยสรุปสามารถดูจากบทส่งท้ายคือ Epilogue: 9 Magical Steps to Create a New Road Map ได้เลย ซึ่งผมก็จะสรุปในมุมมองส่วนตัว และสิ่งที่ได้ตามนี้

  • ยอมรับอดีต หนังสือกระตุ้นให้เราสรุปว่าในชีวิตที่ผ่านมาเราหาเงินได้เท่าไหร่ แปลงเป็นสินทรัพย์ (หรือของฟุ่มเฟือย) เท่าไหร่ เพราะหลายคนไม่เคยทำเรื่องนี้จนไม่สามารถรู้ได้ว่าจริงๆ มีเงินไหลเข้ามาเท่าไหร่ (หลายคนเป็นหนี้มากกว่าทรัพย์สินหลายเท่า) เพื่อให้รู้สถานะที่แท้จริงของตัวเอง เพื่อให้ตั้งเป้าหมายได้อย่างสอดคล้อง เค้าเทียบงบดุลในชีวิตเราเหมือนกับงบดุลของบริษัทซึ่งเราจะต้องรู้ก่อนว่าปัจจุบันเราอยู่สถานะอย่างไร และยอมรับมันอย่างซื่อตรง และที่สำคัญทำให้รู้ว่าเท่าไหร่จึงจะเรียกว่า “พอ” รวมถึงทำให้เราเห็นชัดๆ ว่าสิ่งบางอย่างที่เราซื้อมานั้นไม่ได้ทำให้ชีวิตเราดีขึ้นมาเลยด้วยซ้ำ

ผลของการใช้จ่ายเงินเกินจุดที่จำเป็น

  • ติดตามพลังชีวิตตัวเอง ตรงนี้เค้าให้นำรายได้จากข้อแรกมาลบต้นทุนต่างๆ ที่เราใช้ในชีวิตโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการทำงาน เช่น ค่าเดินทาง เวลาเดินทาง ค่าอาหาร ความเครียด(จากงาน) ความบันเทิงเพื่อคลายความเครียด(จากงาน) ค่าเสียโอกาส(จากงาน) ซึ่งตรงนี้น่าสนใจมาก เช่น
    – งานบางอย่างได้รายได้ดี แต่ถ้าเราเครียดเกินไป ก็จะทำลายสภาพจิตใจและส่งผลต่อสุขภาพชีวิตอีกหลายส่วน
    – งานบางอย่างอยู่ไกลจากที่พักอาศัย ต้องฝ่าลดติด เสียเวลา เสียสุขภาพจิต เสียค่าน้ำมัน
    – งานบางอย่างมีรายได้พอกิน ใกล้ที่พักอาศัย ไม่เครียดเกินไป แต่ไม่สามารถก้าวหน้าได้ ก็เสียสุขภาพจิต รู้สึกไร้ค่า->เริ่มป่วยทางจิต และส่งผลต่อรายได้ที่ควรจะมีเพิ่มในอนาคต
    ซึ่งแต่ละคนก็จะเผชิญกับสถานะที่แตกต่างกันไป เราจึงควรรู้ว่า พลังงานชีวิตต่อ 1 ชั่วโมง ถูกแลกมาเป็นเงินจริงๆ เท่าไหร่หลังหักค่าใช้จ่ายเหล่านี้ออกไป ซึ่งจะเปลี่ยนโฉมการตัดสินใจเลือกว่าเราจะทำงานอะไร และเปลี่ยนวิธีการใช้เงินของเราไปในทันทีเลย ทำให้การใช้จ่ายแต่ละครั้งของเรานั้นสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายของเราเอง โดยไม่ต้องอ้างอิงกับใคร
  • คำถาม 3 ข้อเกี่ยวกับทุกรายจ่าย ที่ให้เราถามตัวเองเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง
    ฉันได้รับความพึงพอใจอย่างสมน้ำสมเนื้อกับพลังชีวิตที่ใช้ไปไหม ทำให้ฉุกคิดทุกครั้งว่าอะไรควรซื้อ หรือไม่ควรซื้อ
    การใช้พลังชีวิตนี้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายในชีวิตเราไหม ไม่แน่ว่าการเที่ยวรอบโลกอาจไม่ได้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายในชีวิตก็ได้ การซื้อบ้านหลังใหญ่อาจจะไม่ใช่จุดมุ่งหมาย หรือรถยนต์สุดหรูก็อาจไม่ได้เป็นสาระกับชีวิตจริงๆ
    การใช้จ่ายจะเปลี่ยนไปไหม ถ้าไม่ต้องทำงานแล้ว ตรงนี้สำคัญมากว่าถ้าการใช้จ่ายของเราไม่เปลี่ยน เราจะรู้ได้ทันทีว่าจะสร้าง passive income (เงินที่ได้โดยไม่ต้องทำงาน) เท่าไหร่ เราจะสามารถหยุดทำงาน และใช้ชีวิตได้อิสระจากใจเราจริงๆ
  • ลงทุน ลงทุน และลงทุน การมีชีวิตที่ไม่ต้องเป็นพันธนาการกับการใช้เวลาทำงานแลกเงิน ทำให้เราสามารถใช้ชีวิตได้อย่างเบาสบาย การลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงยขึ้นจึงเป็นกุญแจสำคัญที่สุด เช่นตัวผมเองมีจุดมุ่งหมายในชีวิตที่จะอยู่แบบเงียบๆ ปฏิบัติธรรมเพื่อพ้นทุกข์ ปลูกผักกินเอง เดินทางท่องเที่ยวบ้าง ไม่ต้องวุ่นวายกับใคร แต่ถ้าไม่มีเงินที่จะได้โดยไม่ต้องทำงาน ก็จะมีห่วง มีพะวง และอาจเกิดปัญหาในการใช้ชีวิตหลายอย่างได้ จึงเริ่มหันมาลงทุนเต็มที่ โดยเงินที่หามาได้ส่วนใหญ่ก็จะนำไปลงทุนทันที ยิ่งทำได้เร็ว อิสระในชีวิตก็จะมาเร็วตามไปด้วย (แต่ถ้าบางคนมีจุดมุ่งหมายที่ต้องใช้เงินเยอะ ก็จะต้องหาวิธีวางแผนหาเงินให้ได้เยอะตามไปด้วย)

เมื่อถึงจุดที่เงินที่ได้จากการลงทุน (เส้นสีเขียว) ตัดผ่านเส้นรายจ่าย (สีน้ำเงิน) ความเป็นอิสระในชีวิตจะบังเกิด

เงินไม่ได้เป็นเงื่อนไขโดยตรงกับความสุข แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องมีตามความจำเป็นของแต่ละคนอย่างเลี่ยงไม่ได้ การวางแผนสิ่งเหล่านี้จึงเป็นความจำเป็นยิ่งยวดที่ต้องรีบทำ

ทั้งนี้ผมเชื่ออย่างสุดใจว่า ความสุขเป็นสิ่งที่ไม่ต้องรอจนมีเงินเยอะถึงจะมีได้ ความสุขอยู่ที่นี่และเดี๋ยวนี้ มองทุกอย่างด้วยใจเป็นกลาง ทำงานที่ตัวเองถนัดและรู้สึกถึงคุณค่า คบหาคนที่เราสบายใจ วางจิตใจต่อเรื่องราวต่างๆ ของชีวิตให้เหมาะสม ท่ามกลางยุคที่สังคมมีผู้ป่วยซึมเศร้าสูงสุดในประวัติศาสตร์ ผมอยากให้ทุกคน หยุด และพิจารณา แล้วจะได้รู้ว่าชีวิตที่เกิดมานี้ อยู่เพื่ออะไร และมีค่าอย่างไร

ขอบคุณครับ

เหตุผลดีๆ ของการเป็นฟรีแลนซ์ “Freelance”

ปัจจุบันท่านอาจได้ยินคำว่าฟรีแลนซ์ “freelance” นี้ บ่อยๆ แต่แท้จริงแล้วมันคืออะไร? และฟรีแลนซ์ ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร? ต่างกับคนทำงาน part-time อย่างไร? เป็นอาชีพของคนไม่มีงานประจำรึเปล่า? งานเสริมที่ประกาศกันให้เกลื่อนในอินเตอร์เน็ตและใบปลิวจัดเป็นงาน freelance รึเปล่า? มีคำถามมากมายเกิดขึ้นเมื่อพูดถึงคำว่าฟรีแลนซ์

เมื่อเรามองดูงานบางอย่างที่บริษัท, หน่วยงาน, องค์กร รวมถึงงานส่วนบุคคล เราจะพบว่ามีงานบางอย่างที่ไม่ใช่งานที่ทำเป็นกิจวัตรหรือต้องผูกพันตัวเองอยู่กับที่ แต่ก็เป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะสูง ไม่ใช่งานที่ใครที่ไหนก็ทำได้เหมือนกับที่เราเห็นในใบปลิว โฆษณาเว็บไซต์ หรืออีเมล์ขยะในกล่องจดหมายอีเมล์

ก่อนอื่นเราต้องแยกก่อนว่าฟรีแลนซ์ ต่างกับ Part-Time อย่างไร ถ้าเรามองกันดีๆ แล้วจะพบว่ามีความต่างอยู่พอสมควร งาน Part-Time ส่วนใหญ่มักเป็นงานที่ไม่ใช้ทักษะที่สูง เป็นงานง่ายๆและรูปแบบจำเจ เช่น งานพิมพ์เอกสาร หรืองานกรอกข้อมูล เป็นต้น และมักมีการเซ็นสัญญาตามที่บริษัทหรือผู้จ้างจัดให้

ส่วนงานที่คุณพบเห็นในอินเตอร์เน็ต หรือในกล่องขยะในอีเมล์ของคุณ รวมถึงคอนเม้นท์ใน Social Media ในปัจจุบัน เช่น
“คุณ ก นิสิตปริญญาตรีเพิ่งจบใหม่ ทำงาน วันละ 2-3 ชั่วโมง เดือนแรกมีรายได้ 50,000”
“คุณ ข เริ่มต้นทำงานเป็น Part time ทางอินเตอร์เน็ท ใช้เวลา 2 ชม.ทำงานต่อวัน มีรายได้ 40,000 บ”
“ลงทุนต่ำ 2,610 บาท รับ 5 แสน/เดือน 7 วันรับแล้ว 8 พัน โดยไม่ได้ทำอะไร”

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านมีวิจารณญาณพอที่จะรู้ว่า โฆษณาชวนเชื่อเหล่านี้อวดอ้าง “เกินความเป็นจริง” ถ้าทำได้อย่างนี้โดยไม่ต้องมีการกำหนดวุฒิการศึกษาหรือความสามารถพิเศษอื่นใด ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยหรือหลักสูตรอบรมต่างๆ ก็คงแทบไม่มีคนไปเรียนแล้ว

แล้วการทำงานแบบฟรีแลนซ์ เป็นงานของคนไม่มีงานประจำหรือเปล่า ก็คงตอบได้ว่า “ไม่จำเป็น” คนที่ทำงานประจำจำนวนนึงที่มีทักษะสูงพอและมีความขยันที่จะหางานที่จะพัฒนาทักษะและใช้ความสามารถที่พวกเขามีอยู่ให้เกิดรายได้ บางส่วนจะหางานฟรีแลนซ์ทำควบคู่ไปด้วย จนบางคนรับงานฟรีแลนซ์ จนมีรายได้มากกว่าเงินเดือนจากงานประจำของพวกเขาเสียด้วยซ้ำ และหลายรายก็เปิดบริษัทเองเมื่อมี Cash Flow ที่แน่นอนและมากพอ (เพื่อประโยชน์ในทางกฏหมายภาษี)

คำจำกัดความของผู้ทำงานฟรีแลนซ์ หรือ Freelancer นั้นคือ บุคคลที่เลือกที่จะเป็นเจ้านายตัวเองและก้าวไปสู่ความเป็นมืออาชีพโดยไม่จำเป็นต้องผูกพันในระยะยาวกับนายจ้าง และมีรูปแบบการรับงานที่หลากหลาย บางคนต้องการให้ลูกค้าเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ ขณะที่บางคนอาจจะใช้การตกลงทางการพูดจา (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรจะทำสัญญาอย่างเป็นกิจลักษณะเพื่อปกป้องไว้) ด้วยธรรมชาติของการทำงาน freelancer จะประเมินรายละเอียดของงานและระบุค่าใช้จ่ายกับลูกค้า ซึ่งการจ่ายค่าตอบแทนของงานฟรีแลนซ์ ก็มีรูปแบบที่หลากหลาย แทนที่จะรับค่าตอบแทนแบบคงที่ Freelancer อาจจะประเมินจากสิ่งที่ลูกค้าได้รับจากงาน จากนั้นจึงเสนอราคาเป็นค่าตัวราย ช.ม. รายวัน หรือตามราคาชิ้นงาน โดยผู้จ้างอาจจ่ายให้ฟรีแลนซ์ เป็นเปอร์เซ็นต์ในแต่ละขั้นตอนการดำเนินงาน (ปัจจุบันมี Website จำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางระหว่างผู้จ้างกับ Freelancer)

Freelancer บางคนอาจสร้างงานที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาจากความคิดของตัวเอง ซึ่งพวกเขาจะมีลิขสิทธิ์ในตัวงานและขายสิทธิ์การใช้งานให้ผู้จ้างในระยะเวลาตามสัญญาที่ตกลงกัน ในทางตรงกันข้ามกับ freelancer ที่สร้างงานจากความต้องการของลูกค้า และไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้นจากการจ้าง (เรื่องนี้ละเอียดอ่อน แนะนำให้ผู้ที่สนใจ เข้าอบรมหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมทางกฏหมาย)

ข้อดีของการทำงานแบบฟรีแลนซ์ ที่เห็นได้ชัดคือ Freelancer มีโอกาสสร้างรายได้ที่ไม่จำกัด และอาจเกิดความสนุกและท้าทายกับการทำงานที่หลากหลายตามความถนัดได้มากกว่าการทำงานประจำ นอกจากนี้ยังมีอิสระในการเลือกเวลาทำงาน อีกทั้งประสบการณ์จากการทำงานนี้ยังนำไปสร้างแฟ้มประวัติงาน (Portfolio) ที่หลายหลายและสามารถสร้างเครือข่ายของลูกค้าที่ใช้บริการได้ด้วย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับงานประจำแล้วจะพบว่าต่างมีข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของความมั่นคงและสวัสดิการที่ได้จากงานประจำ แต่คุณแน่ใจหรือว่างานประจำของคุณ “มั่นคงเพียงพอ” ในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และงานประจำตอบสนองต่อความต้องการที่คุณอยากได้จากการทำงานของคุณได้ทั้งหมดจริงๆ

บทความนี้ถูก Revised มาจากบทความเก่า ที่ผมเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2009 ที่ Xpert.in.th