Author: kongwiz

เหตุผลดีๆ ของการเป็นฟรีแลนซ์ “Freelance”

ปัจจุบันท่านอาจได้ยินคำว่าฟรีแลนซ์ “freelance” นี้ บ่อยๆ แต่แท้จริงแล้วมันคืออะไร? และฟรีแลนซ์ ต้องมีคุณสมบัติอย่างไร? ต่างกับคนทำงาน part-time อย่างไร? เป็นอาชีพของคนไม่มีงานประจำรึเปล่า? งานเสริมที่ประกาศกันให้เกลื่อนในอินเตอร์เน็ตและใบปลิวจัดเป็นงาน freelance รึเปล่า? มีคำถามมากมายเกิดขึ้นเมื่อพูดถึงคำว่าฟรีแลนซ์

เมื่อเรามองดูงานบางอย่างที่บริษัท, หน่วยงาน, องค์กร รวมถึงงานส่วนบุคคล เราจะพบว่ามีงานบางอย่างที่ไม่ใช่งานที่ทำเป็นกิจวัตรหรือต้องผูกพันตัวเองอยู่กับที่ แต่ก็เป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะสูง ไม่ใช่งานที่ใครที่ไหนก็ทำได้เหมือนกับที่เราเห็นในใบปลิว โฆษณาเว็บไซต์ หรืออีเมล์ขยะในกล่องจดหมายอีเมล์

ก่อนอื่นเราต้องแยกก่อนว่าฟรีแลนซ์ ต่างกับ Part-Time อย่างไร ถ้าเรามองกันดีๆ แล้วจะพบว่ามีความต่างอยู่พอสมควร งาน Part-Time ส่วนใหญ่มักเป็นงานที่ไม่ใช้ทักษะที่สูง เป็นงานง่ายๆและรูปแบบจำเจ เช่น งานพิมพ์เอกสาร หรืองานกรอกข้อมูล เป็นต้น และมักมีการเซ็นสัญญาตามที่บริษัทหรือผู้จ้างจัดให้

ส่วนงานที่คุณพบเห็นในอินเตอร์เน็ต หรือในกล่องขยะในอีเมล์ของคุณ รวมถึงคอนเม้นท์ใน Social Media ในปัจจุบัน เช่น
“คุณ ก นิสิตปริญญาตรีเพิ่งจบใหม่ ทำงาน วันละ 2-3 ชั่วโมง เดือนแรกมีรายได้ 50,000”
“คุณ ข เริ่มต้นทำงานเป็น Part time ทางอินเตอร์เน็ท ใช้เวลา 2 ชม.ทำงานต่อวัน มีรายได้ 40,000 บ”
“ลงทุนต่ำ 2,610 บาท รับ 5 แสน/เดือน 7 วันรับแล้ว 8 พัน โดยไม่ได้ทำอะไร”

ผมเชื่อว่าท่านผู้อ่านมีวิจารณญาณพอที่จะรู้ว่า โฆษณาชวนเชื่อเหล่านี้อวดอ้าง “เกินความเป็นจริง” ถ้าทำได้อย่างนี้โดยไม่ต้องมีการกำหนดวุฒิการศึกษาหรือความสามารถพิเศษอื่นใด ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยหรือหลักสูตรอบรมต่างๆ ก็คงแทบไม่มีคนไปเรียนแล้ว

แล้วการทำงานแบบฟรีแลนซ์ เป็นงานของคนไม่มีงานประจำหรือเปล่า ก็คงตอบได้ว่า “ไม่จำเป็น” คนที่ทำงานประจำจำนวนนึงที่มีทักษะสูงพอและมีความขยันที่จะหางานที่จะพัฒนาทักษะและใช้ความสามารถที่พวกเขามีอยู่ให้เกิดรายได้ บางส่วนจะหางานฟรีแลนซ์ทำควบคู่ไปด้วย จนบางคนรับงานฟรีแลนซ์ จนมีรายได้มากกว่าเงินเดือนจากงานประจำของพวกเขาเสียด้วยซ้ำ และหลายรายก็เปิดบริษัทเองเมื่อมี Cash Flow ที่แน่นอนและมากพอ (เพื่อประโยชน์ในทางกฏหมายภาษี)

คำจำกัดความของผู้ทำงานฟรีแลนซ์ หรือ Freelancer นั้นคือ บุคคลที่เลือกที่จะเป็นเจ้านายตัวเองและก้าวไปสู่ความเป็นมืออาชีพโดยไม่จำเป็นต้องผูกพันในระยะยาวกับนายจ้าง และมีรูปแบบการรับงานที่หลากหลาย บางคนต้องการให้ลูกค้าเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการ ขณะที่บางคนอาจจะใช้การตกลงทางการพูดจา (แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นควรจะทำสัญญาอย่างเป็นกิจลักษณะเพื่อปกป้องไว้) ด้วยธรรมชาติของการทำงาน freelancer จะประเมินรายละเอียดของงานและระบุค่าใช้จ่ายกับลูกค้า ซึ่งการจ่ายค่าตอบแทนของงานฟรีแลนซ์ ก็มีรูปแบบที่หลากหลาย แทนที่จะรับค่าตอบแทนแบบคงที่ Freelancer อาจจะประเมินจากสิ่งที่ลูกค้าได้รับจากงาน จากนั้นจึงเสนอราคาเป็นค่าตัวราย ช.ม. รายวัน หรือตามราคาชิ้นงาน โดยผู้จ้างอาจจ่ายให้ฟรีแลนซ์ เป็นเปอร์เซ็นต์ในแต่ละขั้นตอนการดำเนินงาน (ปัจจุบันมี Website จำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นเพื่อเป็นตัวกลางระหว่างผู้จ้างกับ Freelancer)

Freelancer บางคนอาจสร้างงานที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาจากความคิดของตัวเอง ซึ่งพวกเขาจะมีลิขสิทธิ์ในตัวงานและขายสิทธิ์การใช้งานให้ผู้จ้างในระยะเวลาตามสัญญาที่ตกลงกัน ในทางตรงกันข้ามกับ freelancer ที่สร้างงานจากความต้องการของลูกค้า และไม่มีสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกิดขึ้นจากการจ้าง (เรื่องนี้ละเอียดอ่อน แนะนำให้ผู้ที่สนใจ เข้าอบรมหรือหาข้อมูลเพิ่มเติมทางกฏหมาย)

ข้อดีของการทำงานแบบฟรีแลนซ์ ที่เห็นได้ชัดคือ Freelancer มีโอกาสสร้างรายได้ที่ไม่จำกัด และอาจเกิดความสนุกและท้าทายกับการทำงานที่หลากหลายตามความถนัดได้มากกว่าการทำงานประจำ นอกจากนี้ยังมีอิสระในการเลือกเวลาทำงาน อีกทั้งประสบการณ์จากการทำงานนี้ยังนำไปสร้างแฟ้มประวัติงาน (Portfolio) ที่หลายหลายและสามารถสร้างเครือข่ายของลูกค้าที่ใช้บริการได้ด้วย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับงานประจำแล้วจะพบว่าต่างมีข้อดีและข้อเสีย ข้อเสียก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของความมั่นคงและสวัสดิการที่ได้จากงานประจำ แต่คุณแน่ใจหรือว่างานประจำของคุณ “มั่นคงเพียงพอ” ในภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ และงานประจำตอบสนองต่อความต้องการที่คุณอยากได้จากการทำงานของคุณได้ทั้งหมดจริงๆ

บทความนี้ถูก Revised มาจากบทความเก่า ที่ผมเขียนไว้ตั้งแต่ปี 2009 ที่ Xpert.in.th

อย่าเรียกว่าได้ทำ Digital Marketing ถ้าคุณไม่สามารถวัดผลได้

ในช่วง 4-5 ปีหลัง ธุรกิจจำนวนมากได้ปรับตัวในด้านการตลาดของตนเองโดยมีการใช้เครื่องไม้เครื่องมือทางดิจิตอลเข้ามา โดยเฉพาะ Social Media Platform อย่าง Facebook, LINE และ Instagram แต่ปัญหาสำคัญที่มักพบคือ การวัดผลที่ยังไม่สามารถวัดผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุน (Return On Investment: ROI) ได้อย่างชัดเจน เรียกได้ว่าเป็นทำ Digital PR มากกว่า (คือการใช้สื่อดิจิตอลเพื่อทำประชาสัมพันธ์เท่านั้น) ไม่ได้มีการวัดสิ่งที่เรียกว่า “Conversion” หรือการเปลี่ยนกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจมาเป็นลูกค้าอย่างจริงจัง (เช่น เกิดการซื้อ) นอกจากนั้นในเชิง Customer Relationship Management (CRM) ก็ไม่ได้มีความต่อเนื่องกับ Campaign PR ที่ทำ รวมถึงขาดการตระหนักถึงการทำ Website ที่ดี ซึ่งเป็น Own Channel อย่างแท้จริง (ในขณะที่การใช้ Platform อื่นอย่าง Facebook ผมไม่ถือว่าเป็น Own Channel อย่างแท้จริง เพราะถ้า Facebook เปลี่ยนกฏบางอย่างที่ส่งผลกระทบรุนแรง หรือมีการปิดบัญชีของเรา นั่นเท่ากับว่าเราขาดช่องทางในการติดต่อกับลูกค้าไปโดยปริยาย) คนที่ทำ Digital Marketing มือสมัครเล่นจึงอาจจะคิดเพียงแค่ว่าคนส่วนใหญ่อยู่ใน Facebook หรือ Instagram เป็นหลัก การโปรโมทในช่องทางเหล่านี้หนักๆ ก็น่าจะตอบโจทย์สิ่งที่ธุรกิจต้องการแล้ว แต่หารู้ไม่ว่าพฤติกรรมคนส่วนใหญ่ก็ยังคงใช้ Search Engine อย่าง Google ในการค้นหาเรื่องที่ตนสนใจ ซึ่งการทำ Website ที่มีการทำ Search Engine Optimization (SEO) ที่ดี จะทำให้มีโอกาสที่กลุ่มลูกค้าเป้าหมายจะพบเจอสินค้าและบริการได้ง่าย โดยที่เราไม่เสียค่าใช้จ่ายทุกครั้งที่ทำการตลาด รวมถึงขาดมุมมองการสร้าง Metric ที่ใช้ในการวัดผลที่ดี (มือสมัครเล่นมักจะใช้การกด Like, Comment, Share เป็น Key Performance Indicator: KPI ของการทำงาน) ซึ่งถือเป็นการเสียโอกาสอย่างร้ายแรงสำหรับการทำการตลาดบนโลกดิจิตอลในปัจจุบัน

โดยปกติการทำ Digital Marketing ที่ดีมักจะอ้างอิงจาก Framework ที่ชื่อว่า RACE (Reach – Act – Convert – Engage)

จากภาพจะพบว่าทั้ง Reach – Act – Convert – Engage จะทำงานประสานกัน แต่สิ่งที่มักเป็นหลุมพลาง (pitfall) ของคนที่เชื่อว่าตนเองทำ Digital Marketing อยู่ แต่ไม่สามารถวัดผลตอบแทนเป็นตัวเงินได้อย่างชัดเจนคือขาดการทำ Act & Convert อย่างมีประสิทธิภาพ (หรือไม่ได้ทำเลย) Convert ในที่นี้อาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นการเกิด Order สินค้าแบบ e-commerce เสมอไป แต่อาจจะเป็นเป้าหมายอื่นๆ ที่ธุรกิจต้องการ เช่น การสมัครสมาชิก หรือลงทะเบียนรับข่าวสารก็ได้

ส่วน Engage ใน Framework นี้ก็อย่าไปสับสนกับ Engage ใน Social Media (Like & Comment & Share) เพราะ Engage ที่เกิดประโยชน์กับธุรกิจที่แท้จริงคือการ Engage ที่นำมาสู่ Retention (การเก็บรักษาลูกค้าให้อยู่กับเราอย่างต่อเนื่อง) หรือการทำ CRM นั่นเอง สิ่งที่หลายท่านคงทราบดีอยู่แล้วนั่นคือ โดยปกติแล้วการหาลูกค้าใหม่นั้นมักมีต้นทุนที่สูงกว่าการเก็บรักษาลูกค้าเดิมให้คงอยู่กับเราหลายเท่า การ Engage ที่ดีจึงเหมือนเป็นการปิดรูรั่ว อีกทั้งยังทำให้เกิดกระแสเงินสด (Cash Flow) อย่างต่อเนื่อง (ขึ้นกับ Business Model) ซึ่งเมื่อเราได้ภาพทั้งหมดนี้ เราจะสามารถประเมินสิ่งที่เรียกว่า Customer Lifetime Value (CLV) หรือมูลค่าของลูกค้าต่อคนโดยเฉลี่ย เพื่อนำไปคำนวณหาว่าเราจะใช้งบประมาณที่เหมาะสมในการ Reach และ Acquire ที่เท่าไหร่ที่จะทำให้เราไม่ขาดทุนกับการทำ Marketing

และประเด็นที่ผมจะสื่อคือ ทุกอย่างที่ผมกล่าวมาข้างต้น “วัดได้หมดครับ”

นั่นคือสาเหตุว่าทำไมเมื่อเราเลือกที่จะเดินเกมการตลาดบนโลกดิจิตอล และสิ่งสำคัญที่ดิจิตอลให้ได้ แต่การตลาดแบบดั้งเดิมให้ไม่ได้ ก็คือการวัดผลที่แม่นยำนั่นเองครับ รวมถึงสามารถปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้อย่างรวดเร็ว เพราะทุกๆ ขั้นตอน เราจะมีข้อมูลในมือในเวลาเกือบ Real Time ทำให้การทำการตลาดเกิดประสิทธิภาพสูงสุดอย่างแท้จริง นั่นคือสาเหตุว่าถ้าเราไม่ได้รับประโยชน์ตรงจุดนี้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดาย เพราะเครื่องมือนั้นมีให้พร้อมแล้ว แต่เราแค่ไม่ได้ใข้มันอย่างถูกวิธีเท่านั้นเอง

การเล่าเรื่อง Digital Marketing ให้ครบขั้นตอนเป็นเรื่องที่ยาวพอสมควร (แค่ SEO เรื่องเดียวก็มีเทคนิคร้อยแปดพันเก้าแล้ว) ซึ่งคงจะได้มาแชร์เป็นระยะในบทความถัดๆ ไปครับ หากตรงจุดไหนที่อ่านแล้วมีข้อสงสัยเพิ่มเติมก็สามารถแสดงความคิดเห็นด้านใต้บทความนี้ได้เช่นกันครับ

The Minard Map – “The best statistical graphic ever drawn”

The Minard Map – “The best statistical graphic ever drawn” แผนภาพที่ Visualize ข้อมูลที่ถูกยกย่องว่าดีที่สุดที่เคยทำมา เพราะภาพเดียวสามารถ represent เนื้อหาได้ถึง 6 แกน เป็นการอธิบายถึงการรุกรานรัสเซียของฝรั่งเศสโดยกองทัพนโปเลียน
1. ภูมิศาสตร์ ชื่อแม่น้ำ, เมือง และสมรภูมิที่เกิดขึ้นในสงคราม
2. เส้นทางของกองทัพนโปเลียน (สังเกตมีเส้นแยก คือทหารหลงทาง)
3. ทิศทางของกองทัพ สีแดงคือขาไป สีดำคือขากลับ
4. จำนวนทหารที่คงเหลือ แสดงด้วยขนาดของเส้น (ไป 422,000 เหลือกลับมา 10,000)
5. อุณหภูมิ สงครามรัสเซีย กองทัพนโปเลียนเสียเปรียบเพราะความหนาวเย็น จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญมาก
6. เวลา ว่าเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นในเวลาใด

แผนภาพหรือ Infographic ที่ดีไม่ได้แปลว่าสวย แต่แปลว่าข้อมูลถูกต้องเชื่อถือได้ และมองแค่ภาพเดียว “จบ”