เลือกซื้อกล้องอย่างไรให้เหมาะกับตัวเอง

ปัจจุบันการถ่ายภาพถือเป็นเรื่องที่ทุกคนทำเป็นประจำ โดยเฉพาะกับการใช้สมาร์ทโฟนถ่าย แต่บางคนที่มีความต้องการภาพที่ดีกว่าที่ได้จากสมาร์ทโฟน ก็เริ่มมองหากล้องที่ตอบโจทย์คุณภาพ ราคา และน้ำหนักที่ต่างกันไป วันนี้เลยจะมาปูพื้นฐานเรื่องกล้องสำหรับคนที่ไม่มีความรู้เลยให้เข้าใจกัน มากกว่าที่จะมาบอกแค่ว่า เลือก DSLR หรือ Mirrorless, เลือกยี่ห้อกล้องยี่ห้อไหนดี ซึ่งเป็นคำถามปลายเหตุ ถ้าไม่มีความรู้เลย ก็คงเลือกกล้องที่เหมาะกับตัวเองได้ยาก จะเป็นการแนะนำโดยคนอื่น หรือความชอบหน้าตา ยี่ห้อ และขนาด ที่เลวร้ายกว่านั้นคือ การเห็นใครถ่ายดี แล้วไปถามว่าเค้าใช้กล้องอะไร เพราะนั่นเป็นอะไรที่ปลายเหตุมากๆ

ก่อนจะเลือกซื้อกล้องได้ จึงควรต้องเข้าพื้นฐานของกล้องคร่าวๆ ซึ่งแยกเป็นส่วนหลักๆ ได้ 5 เรื่อง

  1. Sensor 
    กล้องแต่ละแบบมีขนาด Sensor ที่ไม่เท่ากัน โดยปกติ คุณภาพภาพจะแปรผันตรงกับขนาด Sensor รวมถึงการบริหารจัดการ Noise ที่เกิดขึ้นเมื่อเราดันค่า ISO ขึ้นไปสูงๆ
    Sensor ที่มีขนาดเล็กที่สุดที่นิยมใช้กันคือ Sensor มือถือนั่นเอง จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมภาพจากมือถือถึงมีคุณภาพต่ำที่สุด
    Sensor M4/3 ซึ่งพบในกล้องพวก Panasonic และ Olympus ส่วนใหญ่ ผมไม่เคยเล่นพวกนี้ จึงเล่าอะไรมากไม่ได้
    กล้องตัวคูณ APS-C (Advanced Photo System type-C) เป็นแบบที่นิยมกันมากด้วยคุณภาพที่ดีและราคาที่เป็นมิตร
    กล้อง Full Frame เป็นกล้องที่นิยมในหมู่ Professional และคนที่จริงจังกับการถ่ายรูป ระยะเลนส์ที่ใช้อ้างอิง ก็มาจากระยะของ Full Frame เช่น ระยะ 35mm กล้อง Full Frame จะได้มุมมองและระยะถอยห่างจากตัวแบบที่ 35mm จริงๆ ขณะที่กล้องตัวคูณ ภาพเป็นระยะ 35mm แต่ระยะถอยห่างจากตัวแบบจะอยู่ที่ 35 x 1.5 = 52mm คือต้องถอยไกลขึ้นเพื่อให้ได้มุมมองเดียวกับ 35mm บน Full Frame ภาพที่ได้จาก Full Frame จึงมีความต่างด้านมุมมองของภาพเมื่อเทียบกับกล้องตัวคูณ
    กล้อง Medium Format เป็นกล้องที่มี Sensor ขนาดใหญ่กว่า Full Frame ได้คุณภาพ และการเก็บรายละเอียดที่สูงมาก เช่น Fuji GFX

    ขนาด Sensor กล้องตัวคูณ APS-C (Fuji X-T3) เปรียบเทียบกับ Full Frame (Sony A7 III)
    ขอบเขตของภาพที่ได้ เมื่อเปรียบเทียบ Full Frame กับตัวคูณ APS-C

    แล้วนอกเหนือจากราคาที่ถูกลง Sensor แบบตัวคูณมีข้อดีอย่างไร?
    คำตอบ ขนาดของกล้องและเลนส์ จะสามารถทำให้เล็กลงได้ ซึ่งขนาดถือเป็นปัจจัยสำคัญมาก กับความสะดวกในการพาพา แถมราคายังถูกกว่ามากอีกด้วย

  2. ระยะของเลนส์ ขอเริ่มจากการทำความเข้าใจสมาร์ทโฟนยุคปัจจุบันเพื่อให้เห็นภาพได้ง่ายๆ ปัจจุบันกล้องในสมาร์ทโฟนมักจะเริ่มใส่มาให้มากกว่าหนึ่งตัว คือเป็นการถ่ายระยะปกติของมือถือ ซึ่งเป็นระยะ Wide และ Portrait Mode ซึ่งถ้าสังเกตดูจะพบว่าองศาและสัดส่วนของภาพจะแตกต่างกัน ระยะปกติ ตัวแบบจะบานยืดกว่า เบลอหลังได้น้อยกว่า ขณะที่ระยะที่เป็น Portrait สัดส่วนของแบบจะสมจริงขึ้น และสามารถละลายหลังได้มากขึ้น (ไม่นับฟังก์ขั่นเบลอหลังแบบหลอกๆ ด้วย AI ที่มือถือทำนะครับ) ระยะของเลนส์ ถ้าเป็น Full Frame ดังที่กล่าวไปคือ ระยะที่ได้จากเลนส์คือระยะที่ถอยจริง แต่ถ้าเป็น Sensor ที่เล็กลง ระยะถอยก็จะมากขึ้นเพื่อให้คลอบคลุม Frame ในภาพภาพด้านล่างคือ ตัวอย่างของภาพที่ได้จากแต่ละระยะ (กล้องตัวคูณ APS-C) โดย Crop ให้ได้มุมมองที่เท่ากัน และดูความต่างของภาพจากเลนส์แต่ละระยะ จะเห็นว่าการทิ้งฉากหลัง หรือ Depth of Field จะมีความแตกต่างกันอย่างรู้สึกได้


  3. รูรับแสง เลนส์แต่ละแบบมีรูรับแสงที่แตกต่างกัน
    ถ้าที่ที่มีแสงน้อย >> ให้เปิดรูรับแสงให้กว้าง (f ต่ำๆ 1.2, 1.4, 1.8)
    รูรับแสงกว้าง >> ระยะชัดตื้นเพิ่ม
    ระยะชัดตื้นเพิ่ม >> วัตถุที่ไม่ถูกโฟกัสจะไม่ชัด
    วัตถุที่ไม่ถูกโฟกัสจะไม่ชัด >> เหมาะกับการเน้นถ่ายให้จุดใดจุดหนึ่งชัดรูรับแสงกว้าง + ระยะของเลนส์สูง (> 50mm) จะทำให้เกิดสภาวะหน้าชัดหลังเบลอที่ดี เหมาะกับการถ่าย Portrait
    จึงพบว่าเลนส์รูรับแสงยิ่งกว้างยิ่งเหมาะกับการถ่ายในที่มืด และถ่ายภาพบุคคลนั่นเอง
    เลนส์รูรับแสงกว้างมากๆ มักจะทำได้ในช่วงระยะเดียว หรือที่เรียกว่า เลนส์ฟิกส์ (Fixed Len หรือ Prime Len) ขนาดความกว้างที่พบได้ทั่วไปคือ f1,2, f1.4, f1.8
    เลนส์ซูมที่รูรับแสงกว้างสุดมักจะทำได้ที่ f2.8 ตลอดช่วง ซึ่งมักจะเป็นเลนส์ซูมระดับ Top ที่สุด (และมีราคาแพงที่สุด)
  4. ความเร็วชัตเตอร์ จะสัมพันธ์กับรูรับแสง
    ถ้ารูรับแสงกว้าง แสงจะผ่านเข้ามาได้มาก >> ความเร็วชัตเตอร์จะสูง >> โอกาสภาพเบลอจะต่ำ
    ถ้ารูรับแสงแคบ แสงจะผ่านเข้ามาได้น้อย >> ความเร็วชัตเตอร์จะต่ำ >> โอกาสภาพเบลอจะสูงทั้งนี้และทั้งนั้น ทุกอย่างจะสัมพันธ์กับค่าอีกค่าหนึ่งที่เรียกว่า ISO หรือความไวแสง กล้องที่ดีกว่าจะสามารถดัน ISO ได้สูงมากกว่า โดยที่พบ Noise ได้น้อยกว่า

ที่เล่ามาก็เป็นพื้นฐานคร่าวๆ ครับ ที่นี้เราลองมาดูกันว่านิสัยเราเหมาะกับความสามารถของกล้องที่เราเลือกใช้ไหม

  1. ไม่ชอบแบกอุปกรณ์หนัก อันนี้ไม่เหมาะกับ Full Frame เท่าไหร่ เพราะถึงจะเป็นกล้อง Mirrorless ตัวกล้องก็เบากว่า DSLR เพียงเล็กน้อย ขณะที่เลนส์นั้นความหนักไม่แตกต่างจาก DSLR เลย
  2. ชอบศึกษาความแตกต่างของแต่ละระยะของเลนส์ แนะนำ Full Frame มากกว่า เพราะระยะของเลนส์ คือได้ภาพเต็มๆ ของระยะนั้นจริงๆ ไม่ถูก Crop ลงมาด้วยขนาด Sensor ของกล้องตัวคูณ
  3. ชอบถ่ายภาพในที่ที่แสงน้อย เช่น Indoor หรือ Night Photography แนะนำกล้อง หรือเลนส์ที่มีกันสั่น ตรงนี้สำคัญมาก เพราะกันสั่นจะช่วยให้เรามีโอกาสได้ภาพที่ไม่น่าจะได้มากขึ้นเยอะ
  4. แบกเลนส์หนักๆ จำเป็นต้องมีกันสั่น เลนส์หนักๆ เช่นเลนส์ซูม รูรับแสง f2.8 ตลอดช่วง หรือเลนส์ Telephoto พวกนี้มีขนาดใหญ่และหนัก โอกาสมือสั่นขณะถ่ายภาพมีสูง ถ้าไม่มีกันสั่น จะเสี่ยงที่ได้ภาพเบลอมาก
  5. ต้องการการจัดการ Noise จากการเร่ง ISO ได้ดี อันนี้ยังไงก็คงต้องแนะนำ Full Frame
  6. กล้อง Mirrorless หลายยี่ห้อ มีแบตเตอรี่ที่น้อยเกินไป ถ่ายได้ไม่กี่ภาพ แบตก็จะหมดแล้ว กรณีนี้ต้องดูดีๆ เพราะมันชวนหงุดหงิดกับการต้องคอยพกแบตสำรอง และคอยเปลี่ยน คอยชาร์จ ลองดูว่า Mirrorless ที่เราซื้อ มีความจุแบตที่สูงมากพอไหม
  7. รับได้กับคุณภาพที่ไม่สุด แต่ไม่เสียเงินมากเกินไป อันนี้ตัวคูณเหมาะ เพราะ Full Frame นั้นถ้าเราต้องการเลนส์ที่ดีมากๆ ราคาเลนส์อาจจะแพงกว่าราคากล้องด้วยซ้ำ (เลนส์ซูม f2.8 ระยะปกติก็ประมาณ 80,000 บาทแล้ว)
เคยลองไปใช้ Mirrorless ตัวคูณของ Fuji แต่ไม่ชินกับระยะ (Fuji เป็นกล้องที่ดีนะ) เลยตัดใจขาย และหันมาใช้ Mirrorless Full Frame ของ Sony

บางคนบอกว่าถ่ายรูปให้ดี อุปกรณ์ไม่สำคัญ อันนี้ก็โลกสวยไปครับ ปกติแล้วอุปกรณ์จะมาสอดรับกับจินตนาการของคนถ่ายภาพ

สมมติว่าเราอยากได้ภาพมุมกว้างเพื่อเก็บฉากสถานที่ให้ได้ทั้งหมด จะทำได้ไหมด้วยกล้องมือถือ? (Huawei P30 อาจพอทำได้)

อยากถ่ายภาพ Portrait ให้ทิ้งฉากหลังสวยๆ มาใช้มือถือถ่ายและเอา AI ไปเบลอหลัง ได้ภาพหลอกๆ แทน?

อยากถ่าย Candid หรือถ่ายสัตว์ ซึ่งต้องถ่ายจากระยะไกลๆ คือเอามือถือไปซูมซะจนภาพแตก?

อยากได้ภาพคมกริบ ซูม 100% แล้วไม่มีแตก

แถมเลนส์แต่ละตัว ก็มี character ที่ได้แตกต่างกันไปอีกด้วย

จะเห็นว่า คนถ่าย สำคัญที่สุดจริง แต่ก็ต้องมีอุปกรณ์ที่เหมาะสมมารองรับด้วย

เช่นเดียวกัน ถ้าเอากล้องดีๆ ไปให้คนถ่ายไม่เป็นถ่าย ก็อาจจะดูไม่จืด ภาพอาจจะชัดได้ด้วยการตั้งโหมด Auto ทุกอย่าง แต่ภาพก็อาจจะเอียง ไม่โฟกัสจุดที่ควรต้องโฟกัส หัวขาด แขนขาด องค์ประกอบภาพบิดเบี้ยว ภาพแนวนอนดันไปแถวแนวตั้ง ความหมายไม่สื่ออะไรเลย ถ่ายคนก็ถ่ายติดบัตรประชาชนไปเรื่อย

ภาพที่ดี = ความสามารถคนถ่าย (สำคัญที่สุด) + อุปกรณ์ถ่ายภาพ (สำคัญรองมา)

ขอให้มีความสุขกับการถ่ายภาพครับ

Comments

comments

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *