(ไม่ต้องเป็นสาวกก็อ่านได้) งาน WWDC 2017 ของ Apple บอกอะไรเราเกี่ยวกับ Trend เทคโนโลยีที่โลกกำลังไป

โดยปกติเราจะคุ้นเคยว่าถ้า Apple จัดงานอะไรซักอย่าง นั่นหมายถึง Apple กำลังเปิดตัวผลิตภัณฑ์อะไรมาดูดเงินในกระเป๋าสาวก แต่ความจริงแล้วงานที่ชื่อ WWDC (The Apple Worldwide Developers Conference) นั้นเป็นอะไรที่ต่างออกไปหน่อย เพราะจะเน้นไปที่กลุ่มนักพัฒนา ซึ่งนักพัฒนาก็จะเอาสิ่งที่ Apple เปิดตัว ไปสร้างบริการให้กับผู้ใช้ทั่วไปอีกที (ถ้าเน้นเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ให้สังเกตว่า Apple จะใช้ชื่อว่า Apple Event) ซึ่งปกติแล้ว Apple จะต่างจากค่ายอื่นหน่อยตรงที่ มาช้ากว่า แต่ชัวร์กว่า คือต้องแน่ใจระดับนึงถึงจะเปิดตัวนั่นเอง ทำให้เราสามารถหยิบสิ่งที่ Apple เสนอมาดูเทรนของเทคโนโลยีได้คร่าวๆ ก็เลยจะมาสรุปแบบสั้นๆ ง่ายๆ ให้ดูประมาณ 6 ประเด็น

1.Virtual Reality (VR) มาแน่ ถึงจุดนี้คงทานไม่ไหวแล้ว เพราะการเข้าสู่โลกเสมือนจริงด้วยกล้อง VR นอกจากทำให้เปิดมิติการสร้างสื่อแบบใหม่ๆ ไม่ว่าจะ เกมส์ หรือหนัง หรืออะไรก็ตามแล้ว ยังมีที่ให้พัฒนาอีกมาก  เช่น ทำยังไงให้มันเหมือนจริงยิ่งขึ้น ภาพละเอียดขึ้น ใส่แล้วเวียนหัวน้อยลง วันนี้ Apple เลยเปิดตัว Hardware และ Software ให้เอื้อต่อการสร้าง VR Content

2. การจ่ายเงินแบบ Person to Person ตรงนี้ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานของพวก SME ในบ้านเราได้ดีมากเลย รวมถึง e-commerce ขนาดเล็กๆ หรือไม่ก็โอนให้เพื่อน และยังเป็นการผลักดันให้คนใช้ iMessage มากขึ้น ซึ่งในประเทศอื่นคงได้รับการตอบรับที่ดีระดับหนึ่ง แต่เมืองไทยคงเกิดยาก เพราะ LINE กินไปหมดแล้ว

3. Siri ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ เทคโนโลยีผู้ช่วยส่วนตัวฉลาดขึ้นตามความสามารถของการทำ Deep Learning (ต่อไปจะได้ยินคำนี้บ่อยขึ้น Apple ใช้คำนี้เยอะมากในงานนี้) ล่าสุดไม่ต้องไปหาแอพแปลภาษามาลงละ เพราะถาม Siri ก็แปลภาษาได้แล้ว ต่อไปถ้า Deep Learning ฉลาดขึ้นอีก ล่ามเตรียมตัวตกงาน (นี่เป็นแค่ฟังค์ชั่นเดียวนะ ยังมีอีกเยอะที่ Siri ฉลาดขึ้น)

4. AR (Augmented Reality) ก็กำลังถูกนำมาใช้ในกระแสหลักมากขึ้นเรื่อยๆ ความจริงแล้ว AR ถูกนำมาใช้ในลักษณะ Gimmick มานานมากแล้ว เช่น ในเชิงการตลาด การศึกษา แต่มักมีปัญหาความไม่สะดวกในการใช้งาน ทำให้นำเข้าสู่กระแสหลักไม่ได้เสียที ตอนนี้ Smartphone มีพลังประมวลผลสูง มีกล้องดีๆ ในตัว แถมยังต่อเน็ตได้อีก จึงไม่แปลกที่ AR จะกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

5. iPad กำลังถูกทำให้แตกต่างจากการเป็น iPhone จอใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ ที่ผ่านมายอดขายของ iPad ถือว่าตกลงเรื่อยๆ หนึ่งในสาเหตุนั้นคือ iPad มันเหมือน iPhone จอใหญ่มากเกินไป พอมี iPhone ที่จอใหญ่ขึ้นอย่าง Plus คนก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าจำเป็นต้องใช้ iPad มากนัก (ต้องยอมรับว่าคนส่วนใหญ่ใช้ iPad เล่นเกม ดูเว็บ ดู Social เป็นหลัก) ตอนนี้ Apple เลยโฟกัสให้ iPad มัน “Pro” ขึ้น โดยใส่พลังประมวลผลเข้าไปเยอะๆ ออกแบบ iOS ให้มีฟีเจอร์สำหรับ iPad โดยเฉพาะ ดูจากภาพล่าง จะเห็นว่ามี Dock ที่เหมือน macOS ใส่เข้ามาใน iPad แล้ว

ทำ Multitasking Drag&Drop ได้เต็มที่

แถมยังค้นหาคำจากลายมือได้อีก (ขอบคุณ Deep Learning)

ซึ่งต่อไป iPad “Pro” ก็น่าที่จะมาแทน Laptop หรือ PC ที่ใช้งานทั่วไปได้ และทำให้ iPad มีที่ยืนในสังคมเทคโนโลยีได้ ตรงนี้ถ้าเทียบกับ Microsoft ถือว่า Apple จะค่อยๆ ทำ มีการค่อยๆ โยนหินถามทางก่อน ไม่เหมือน Surface ที่มาแบบปั้งเดียวเป็นมันทั้ง Tablet และ Laptop ซึ่งถ้าไม่ work ก็จะกลายเป็น Windows Phone นั่นเอง

6. One Last Thing “HomePod” อุปกรณ์ใหม่ที่ถือว่า Apple ทำมาตามหลัง Amazon แต่พยายามชูจุดขายเรื่องคุณภาพเสียง (Apple ยังคงย้ำอยู่เสมอว่า Music is our DNA) แน่นอนว่าเทรน Internet of Things กำลังมาแรง และ Apple ก็เตรียมเรื่อง Smart Home รอไว้แล้ว (เช่น Apple TV และ HomeKit) การยึดพื้นที่ของลูกค้าจึงก้าวจากรายบุคคลเป็นรายครอบครัวเลย (และคิดกลับกัน ถ้ายึดบ้านได้ ก็อาจจะไปยึดรายบุคคลต่อได้ เช่น บ้านนี้ใช้ Apple Home ก็มีแนวโน้มที่จะบีบให้คนในบ้านใช้ iPhone ให้หมด จะได้เชื่อมกันอย่างไร้รอยต่อ) ซึ่งการต่อยอดของอุปกรณ์ประเภทนี้ถือว่าไปต่อได้เท่าที่จินตนาการคุณจะพาไปเลย ถ้าคิดแบบง่ายๆ ก็เช่น สั่งสินค้าออนไลน์ผ่าน HomePod การจ่ายเงินก็ผ่าน Apple Pay แค่นี้ Apple ก็กินสองต่อละ ขาย HomePod แล้วยังกินค่า fee จาก Apple Pay ต่อไปได้เรื่อยๆ

ความจริงมีอะไรให้เขียนได้อีกเยอะนะครับ แต่ช่วงหลังขอใช้เวลาไปศึกษา “Deep Learning” เยอะๆ จะได้ไม่ได้เป็นแค่ผู้เสพ แต่เป็นผู้ขายกะเค้าบ้าง ไว้พบกันในบทความต่อๆ ไปครับ

Comments

comments

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *