อย่างไรถึงจะเรียกว่าเป็น “คนดี”

คนดี

ณ ดินแดนอันสับสนวุ่นวายแห่งหนึ่ง (ซึ่งเหมาะแก่การหาคำนิยามของคำว่า “คนดี”) มีประชาชนกลุ่มหนึ่ง (ใช้ศัพท์ย่อว่า C) ได้ออกมาไล่ผู้นำที่มีประวัติไม่สะอาดนัก (ซึ่งเพิ่งจะกระทำเรื่องแย่ๆ ไปหมาดๆ) โดยตัวแทนของประชาชน C (ซึ่งดันมีประวัติฉาวโฉ่ไม่แพ้กัน) ได้ออกมาป่าวประกาศว่า

“ในนามแห่งความดี และข้าก็เป็นตัวแทนของเหล่าคนดี เจ้าจงออกไปจากตำแหน่งเสีย แล้วพวกข้าจะทำให้กฏของประเทศนี้บริสุทธิ์อีกครั้ง”

ด้านประชาชนอีกฝ่ายที่ยังสนับสนุนผู้นำ (ใช้ศัพท์ย่อว่า P) ก็บอกว่า

“เจ้าจะมาไล่ผู้นำที่ข้าเลือกได้อย่างไร ข้าเลือกของข้ามาด้วยเสียงส่วนใหญ่”

ประชาชน C ก็โต้กลับไปว่า

“ข้ามีการศึกษา รู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี พวกเจ้ามันโง่ ถูกเจ้าผู้นำนั่นหลอกใช้อยู่ เสียงส่วนน้อยของพวกข้ามีคุณค่ามากกว่าเสียงของพวกเจ้าแน่นอน”

ประชาชน P ก็โต้กลับด้วยความเดือดดาล

“พวกเจ้านั้นมีแต่วุฒิการศึกษา แต่หามีวิจารณญาณไม่ แล้วมาดูถูกพวกข้า แล้วคนดีของพวกเจ้านั้นหน้าตาเป็นอย่างไร ผู้ที่นำเจ้าอยู่น่ะหรือคือคนดี ช่างน่าขำ”

และก็โต้เถียงกันไปมาไม่จบสิ้น … (โดยมีประชาชนอีกกลุ่มซึ่งรำคาญประชาชนสองกลุ่มนี้และคิดว่าเมื่อไหร่แม่งจะหยุดวะ กูจะทำมาหากินว้อย และอีกหลายๆ กลุ่มซึ่งมีความคิดเห็นแตกต่างกันไป)

และแล้วก็มีกลุ่มบ้าพลังกลุ่มหนึ่ง (ใช้ศัพท์ย่อว่า S) ถือปืน ขับรถถังมาบอกว่า

“พวกเจ้าจงหยุดและหุบปากเสียทั้งคู่ ไม่รู้จักสามัคคีกันเสียเลย พวกเจ้าจงรักกันเดี๋ยวนี้ เราในนามกลุ่ม S ขออาสามาเป็นคนดีจัดการให้ดินแดนนี้มีสันติภาพอีกครั้ง เราสัญญา (ขอเวลาอีกไม่นาน…)”

ว่าแล้วกลุ่ม S ก็จัดการยึดอำนาจและปกครองดินแดนแห่งนี้ในนาม “คนดี” (โดยมีกลุ่ม P แสดงอาการต่อต้านเชิงสัญลักษณ์ตลอดเวลา)

จากกรณีศึกษานี้ทำให้เราต้องมาหาคำตอบว่า แล้วคนแบบไหนถึงจะเรียกว่าเป็น “คนดี”

ถ้ายึดตามสามัญสำนึก

เช่น ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ทำมาหากินสุจริต ไม่โกงใคร แต่ใครจะเป็นคนมาวัด ? ตัวท่านย่อมเข้าข้างตัวท่านเองโดยธรรมชาติของมนุษย์อยู่แล้ว เช่น ท่านบอกว่าไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน แต่ท่าน “แน่ใจจริงๆ” หรือ ว่าไม่มีคนเดือดร้อน และคำว่าสุจริตของแต่ละคนก็มีระดับที่ไม่เท่ากัน

.. จึงใช้ไม่ได้

ถ้ายึดตามหลักศาสนา ?

ก็จะมีคนดีของแต่ละศาสนา ซึ่งคนดีของศาสนาหนึ่งอาจไม่ใช่คนดีของอีกศาสนาหนึ่ง และที่สำคัญ ศาสนามีพื้นฐานอยู่บน “ความเชื่อ” ของแต่ละบุคคล ไม่ใช่ของทั้งสังคม อีกทั้งถ้าศึกษาประวัติการกำเนิดของกฏหมายก็จะทราบว่า กฏหมายนั้นมาจากความต้องการของมนุษย์ที่ต้องการจะแยกกฏที่ใช้กับคนในสังคมออกจากกฏศีลธรรม ด้วยสาเหตุดังกล่าว การเอาหลักศาสนามาวัดคนดี “เพื่อปกครองคน” จึงเหมือนเป็นการก้าวเดินถอยหลัง

.. จึงใช้ไม่ได้

ถ้ายึดตามวุฒิการศึกษา

การศึกษาทำให้คนมีความรู้เพิ่มขึ้น (ซึ่งไม่มีมาตรวัดใดๆ แสดงความสัมพันธ์กับความดี) และแต่ละประเทศก็มีการศึกษาที่มีมาตรฐานไม่เท่ากัน

.. จึงใช้ไม่ได้

ถ้ายึดตามสถานะทางสังคม

สถานะทางสังคมคืออะไร ถ้าวัดจากเงินทอง ชื่อเสียง ก็จะพบว่ามีคนจำนวนมากที่ถูกตราหน้าว่าเป็น “คนชั่ว” ทั้งๆ ที่มีทั้งเงินทองและชื่อเสียง (เช่น ท่านผู้นำของดินแดนในตัวอย่าง) ถ้าวัดจากอาชีพ ทุกอาชีพล้วนเป็นจิ๊กซอว์ของสังคม การเอาอาชีพของตนมาข่มอาชีพคนอื่น จึงเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง โดยเฉพาะถ้าอาชีพนั้นทำหน้าที่เป็น “ผู้ให้”

.. จึงใช้ไม่ได้

จากสิ่งที่กล่าวมา เราอาจกล่าวได้ว่าความดีของคนนั้น ไม่ใช่สิ่งที่ “Absolute” คือไม่ใช่สิ่งที่สมบูรณ์ในตัวเอง แต่เป็น “Relative” คือต้องขึ้นกับบริบทของแต่ละสังคม การนำความดีของสังคมหรือใครคนใดคนหนึ่งไปตัดสินความดีของสังคมอื่นหรือผู้อื่นจึงไม่สามารถบอกได้อย่างแท้จริง ว่าถูกหรือผิด

หมายความว่า ไม่ควรสร้างไม้บรรทัดไปวัดคุณค่าความดีของใคร (รวมถึงคุณค่าในเรื่องอื่นๆ ด้วย) แต่ผมเชื่อว่าการตั้งคำถามและวิพากษ์วิจารณ์บนหลักเหตุผล และข้อเท็จจริงจะนำไปสู่ความสงบและสันติสุขโดยรวมของสังคมนั้นๆ

สรุปแล้วคนดีเป็นอย่างไร ? สิ่งที่ผมรู้อย่างหนึ่งคือ

“คนที่เป็นคนดี จะไม่เที่ยวเอาไม้บรรทัดของตัวเองไปวัดคนอื่นครับ”

เพราะการวัดคนอื่นย่อมทำให้เกิดการเปรียบเทียบ เช่น ฉันดีกว่า ฉันฉลาดกว่า ฉันรวยกว่า ฉันทำความดีมากกว่า หรืออะไรก็ตามที่จะทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมาเรียกว่า “อคติ”

บทความนี้เป็นความคิดเห็นและประสบการณ์ของผู้เขียนเท่านั้น ซึ่งอาจมีอคติเป็นเรื่องธรรมดา เพราะผู้เขียนไม่ได้เป็นพระอรหันต์ และไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นคนดีเท่าไหร่นัก ผู้อ่านมีสิทธิ์เห็นด้วย ไม่เห็นด้วย โต้แย้ง วิจารณ์ ได้โดยไม่มีปัญหาใดๆ (แต่พึงกระทำอย่างสุภาพชนด้วยหลักเหตุและผล)

Comments

comments

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *